knowledge

[Problem Insight] สถานการณ์ปัญหาเด็กไม่ได้เข้าเรียน

27 เมษายน 2020


, ,
, , ,
เด็กไม่ได้เข้าโรงเรียน

แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 จะประกาศให้สิทธิเด็กทุกคนในประเทศไทยให้ได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด สถานะอะไร หรือแม้ไม่มีเอกสารใด ๆ พิสูจน์ตนเลยก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถหรือไม่ได้เข้าเรียนในระบบตามเกณฑ์ ซึ่งส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้าและกระทบต่ออนาคตของเด็ก และอาจกลายเป็นปัญหาสังคม สูญเสียในเชิงเศรษฐกิจมหภาคได้ในระยะยาว

นิยามปัญหาและสาเหตุ

เด็กเล็กที่ไม่ได้เข้าเรียนตามเกณฑ์อายุ และไม่ได้รับการดูแลและสร้างเสริมพัฒนาการที่บ้าน ส่งผลให้มีพัฒนาการล่าช้าและมีแนวโน้มจะไม่ได้เรียนในอนาคต สามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ เด็กเล็กอายุ 3-6 ขวบที่ไม่ได้เรียนในระดับอนุบาล และเด็กอายุ 6 ปีที่ไม่ได้เข้าเรียนชั้น ป.1 ตามเกณฑ์ของการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งในกรณีนี้ผู้ปกครองมีความผิดทางกฎหมาย

เด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนมีอยู่ 3 กลุ่มหลักที่สำคัญและต้องการแก้ไขโดยเร่งด่วน ได้แก่

  1. เด็กยากจนไม่ได้อาศัยกับพ่อแม่
    ความยากจนเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัย  ด้วยภาระทางการเงิน พ่อแม่ของเด็กยากจนจึงต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการกับลูก  และเป็นเหตุให้พ่อแม่จำนวนมากฝากเด็กไว้กับสมาชิกครอบครัวให้ดูแลแทน  โดยผู้ดูแลสามารถเป็นได้ตั้งแต่ปู่ย่าตายายที่เกษียณอยู่บ้าน ลุงป้าที่ยังทำงานอยู่ ไปจนถึงพี่คนโตที่ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยดูแลน้อง เรียกได้ว่าเป็นผู้ปกครอง ‘จำเป็น’ ซึ่งก็มักประสบปัญหาความยากจนเช่นเดียวกัน จึงสามารถดูแลเด็กได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เต็มที่และทำให้เด็กขาดการสนับสนุนด้านพัฒนาการที่เพียงพอ เนื่องด้วย
    • ผู้ปกครองมักเป็นคนที่ว่างงาน ไม่มีรายได้มากพอที่จะซื้อหนังสือ ของเล่น หรือให้เด็กเข้าเรียนในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน
    • ผู้ปกครองไม่มีความรู้ที่เพียงพอและถูกต้อง เกี่ยวกับการเสริมพัฒนาการของเด็กที่บ้าน รวมถึงเกณฑ์อายุที่ต้องเข้าโรงเรียน ที่ตั้งและการเดินทางไปโรงเรียน การสมัครเรียน และประโยชน์ของการศึกษา
    • ผู้ปกครองไม่มีเรี่ยวแรงหรือกำลังที่จะเล่นกับเด็ก หรือพาเด็กไปเข้าเรียน
    • ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิดหรือพาไปเข้าเรียน เช่น ในบ้านยากจนที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ผู้ปกครองจึงต้องดูแลสมาชิกคนอื่น (เกิดใหม่/แก่ชรา/เจ็บป่วย) ด้วย และเมื่อมีโอกาสก็ต้องออกไปรับจ้างเป็นครั้งคราวเพื่อหารายได้เสริมด้วย
  2. เด็กอพยพตามครอบครัว
    แม้จะมีการออกครม.ให้เด็กทุกคนได้เรียนอย่างเท่าเทียมมาตั้งปี 2548 แต่ในทางปฎิบัติ ก็ยังมีอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ไม่ได้เข้าเรียนเนื่องจากต้องอพยพตามครอบครัว คือ กลุ่มลูกหลานผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะที่พูดภาษาไทยไม่ได้ และแรงงานไทยที่ไม่มีคนดูแลเด็กแทนที่บ้านเกิดจึงต้องพาเด็กย้ายถิ่นฐานไปทำงานด้วย  ซึ่งปัจจัยที่เด็กอพยพตามครอบครัวยังเข้าไม่ถึงการศึกษานั้น มีอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่
    • ผู้ปกครองต้องตัดสินใจย้ายโดยเร็ว ไม่ได้วางแผน
      ด้วยลักษณะงานที่ใช้ทักษะต่ำ มีความไม่แน่นอน และสามารถถูกทดแทนได้ง่าย ทำให้ผู้ปกครองกลุ่มนี้อาจไม่มีทางเลือกมากนัก  เพื่อไม่ให้ตกงาน หากมีการปรับเปลี่ยนย้ายสถานที่ทำงานก็ต้องตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการย้าย และไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการย้าย ทั้งเรื่องระยะเวลา สถานที่ ค่าจ้าง ขอบข่ายหน้าที่  ทำให้ไม่ได้คิดวางแผนการเรียนให้กับลูก นอกจากนี้ยังมีมุมมองของผู้ปกครองที่คิดว่าทำงานที่ใดที่หนึ่งเพียงชั่วคราวจึงลังเลที่จะพาลูกเข้าเรียน
    • ระบบรับเข้าและส่งต่อยังมีเงื่อนไขที่ไม่เอื้อให้เด็กเข้าเรียน
      เด็กกลุ่มนี้มักไม่รู้อายุที่แน่ชัด ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่เคยเข้าเรียน และไม่เคยมีประวัติในฐานข้อมูลใด ๆ มาก่อน เพราะเกิดในประเทศอื่นหรือไม่เคยแจ้งเกิดจึงไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก[1] เมื่อการรับเข้า-ส่งต่อเด็กระหว่างโรงเรียนและข้ามประเทศกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก น่ากลัว ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลา ความรู้ เอกสาร และที่สำคัญ ไม่อยากรบกวนผู้จ้าง จึงลังเลที่จะพาเด็กเข้าเรียน
  3. เด็กพิการ และมีความต้องการพิเศษ
    คนที่มีความพิการและมีความต้องการพิเศษทางการศึกษานั้น จำเป็นต้องมีผู้ดูแลหรือระบบสนับสนุนที่เหมาะสมกับความพิการแต่ละประเภทในวัยนั้น ๆ ที่สุดท้ายจะส่งผลให้เด็กมีความสามารถในการดูแลตัวเอง และลดความเสี่ยงที่จะพิการซ้ำซ้อน ซึ่งผู้ปกครองที่มีเด็กพิการในความดูแลต้องใช้ความเข้าใจ ความรู้ กำลัง เวลา และค่าใช้จ่ายมากกว่าเด็กทั่วไป ทำให้บางครอบครัวที่ไม่มีทางเลือกและทรัพยากรมากนัก จึงมักเลือกให้เด็กอยู่ที่บ้านเพื่อลดภาระลง

ปัจจัยที่ทำให้เด็กพิการไม่ได้เข้าเรียนนั้น มีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ

  • ลักษณะของความพิการ ซึ่งกำหนดการเลี้ยงดูที่เหมาะสมของเด็ก
    ความพิการบางชนิด และความต้องการพิเศษด้านการศึกษา เช่น มีปัญหาด้านอารมณ์ สมาธิสั้นนั้นไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ทำให้ผู้ปกครองและครูมักจะเข้าใจผิดได้ง่ายว่าเด็กมีปัญหาด้านพฤติกรรม เกเร หรือโง่  ผู้ปกครองจำนวนมากตัดสินใจชะลอการเข้าเรียนไปก่อน เพราะไม่อยากให้เป็นภาระครู ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสมที่บ้านด้วย
  • ทัศนคติของผู้ปกครองและปัญหาเชิงโครงสร้าง
    มีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งที่เข้าใจว่าเด็กพิการนั้นพัฒนาไม่ได้ ในขณะเดียวกัน สถานศึกษาทั่วไปที่พร้อมรับความพิการก็มีน้อย บางโรงเรียนก็มีอัตราครูพิเศษน้อยและใช้ครูแนะแนวในการดูแลเด็กพิเศษแทน  ไม่มีระบบรับรอง เช่น สื่อการเรียนการสอน การสื่อสารและภาษา ทำให้ผู้ปกครองยากจนที่ไม่มีทางเลือกมากนักอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการส่งเด็กไปเรียน บวกกับทัศนคติของผู้ปกครองที่ไม่เห็นประโยชน์ระยะยาวหากลูกได้เรียน
มีเด็กเล็กจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าเรียนตามเกณฑ์ ทำให้เสี่ยงต่อพัฒนาการล่าช้า (ภาพจาก UNICEF Thailand/2016/Thuentap )

สถานการณ์: ปัญหาเด็กไม่ได้เข้าเรียน

รัฐธรรมนูญปี 2550 ประกาศให้สิทธิเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด สถานะอะไร หรือแม้ไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใด ๆ เลยก็ตาม ทำให้ปัญหาเด็กไม่ได้เข้าเรียนหรือเข้าเรียนช้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม  ยังมีเด็กถึง 15% ยังไม่ได้รับการศึกษาระดับปฐมวัย (3-5 ปี) หรือระดับอนุบาล[2] ส่งผลให้มีความล่าช้าด้านพัฒนาการด้านการอ่านเขียนและรู้จักตัวเลข และเมื่ออายุเข้าเกณฑ์​การศึกษาภาคบังคับ (เริ่มป. 1) เด็กกลุ่มนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไม่ได้เข้าเรียนต่อในชั้นประถมหรือไม่ได้รับการศึกษาเลยตลอดชีวิต

  • ในปี 2561 รัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณสำหรับดำเนินงานด้านการศึกษา กว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 18.1% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากเงินจัดสรรเหล่านี้เลย[3]
  • เด็กอายุระหว่าง 0-4 ปี ในประเทศไทยมากกว่า 1 ใน 5 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่
  • 60% ของเด็กที่มาจากครัวเรือนที่ไม่ได้พูดภาษาไทย และอีก 78% ของเด็กไทยที่ได้เข้าเรียนชั้นป. 1 ซึ่งส่วนใหญ่ ครอบครัวมีสถานะยากจน[4]
  • 1:16 คือ สัดส่วนจำนวนครูต่อเด็กประถมฯ[5]
  • 25% ของผู้ย้ายถิ่นเข้าประเทศที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเกือบทั้งหมด เป็นแม่และเด็ก[6] ในจำนวนนี้ เป็นเด็กเข้ามาประมาณ 400,000-500,000 คน[7]  และมีประมาณ 200,000 คนที่ไม่ได้รับการศึกษา
  • ในจำนวนเด็กพิการที่มีประมาณ 800,000 คน[8] ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา โดยเฉพาะในเด็กพิการทางสติปัญญา (ออทิสติก และ ADHD) ที่ 1 ใน 3 ไม่ได้รับการศึกษาตั้งแต่กำเนิด  และในกลุ่มที่มีความพิการทางด้านร่างกายร่วมกับสติปัญญาด้วยมีถึง 2 ใน 3 ที่ไม่ได้รับการศึกษา[9]

ผลกระทบ: เด็กไม่ได้เข้าเรียนส่งผลกระทบอะไรบ้าง

เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนน้อยลง โรงเรียนขนาดเล็กก็ต้องทยอยปิดตัวลงด้วย ส่งผลกระทบให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงโรงเรียนได้ และมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้เรียนมากขึ้น  เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาโตขึ้นมาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาท้องไม่พร้อม ฯลฯ  โดยข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกายังระบุว่า เด็กนอกระบบเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากกว่าเด็กในระบบถึง 7 เท่า และมีอายุเฉลี่ยสั้นลงกว่าเด็กในระบบ 9 ปี[10]

ประชากรไทยอายุ 15-59 ปี (กลุ่มกำลังแรงงาน) มีปีการศึกษาเฉลี่ย เท่ากับ 9.57 ปี หรือเทียบเท่าชั้นม.1 เท่านั้น[11]  ถือว่าเป็นแรงงานไร้คุณภาพมากถึง 28% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด[12] สะท้อนถึงคุณภาพแรงงานที่ไม่มีความรู้เชิงลึก ไม่มีทักษะเฉพาะ ประกอบอาชีพที่ให้รายได้ต่ำ ถูกแทนที่ได้ง่าย ยากที่จะเพิ่มทักษะเฉพาะหรือเติบโตในเส้นทางการทำงาน (Career Path)  และด้วยรายได้ที่น้อยกว่าจะอยู่ในฐานภาษี ประเทศไทยจึงมีสัดส่วนผู้เสียภาษีน้อย เมื่อเทียบกับผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินภาษี จึงไม่มีงบประมาณมากพอที่จะใช้พัฒนาประเทศให้ทัดเทียมและเท่าทันการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลง

  • ในระดับประเทศ คุณภาพแรงงานไทยต่ำกว่ามาเลเซียถึง 3 เท่า เหตุนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงิน 3 แสนกว่าล้านบาทต่อปี คิดเป็น 3% ของ GDP[13]
  • ผู้ได้รับการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษาที่อายุ 25-30 ปี สามารถมีรายได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาระดับประถมถึง 2 เท่า และเมื่อถึงวัยเตรียมเกษียณ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะถ่างกว้างออกไปอีกเป็น 5 เท่า[14]
  • กลุ่มประชากรรายได้ต่ำ 40% ล่างสุดไม่มีการขยับรายได้ และชนชั้นทางสังคม มามากกว่า 4 รุ่นแล้ว

หากแนวโน้มการเข้าเรียนของเด็กเล็กยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จะทวีความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และทำให้เด็กและครอบครัวกลุ่มที่ไม่ได้รับการศึกษาเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ไม่มีอาชีพและรายได้มั่นคง ไม่มีหลักประกัน และยังมีหนี้และรายจ่ายที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น  สุดท้าย อาจไม่สามารถพึ่งพาตัวเองและต้องอาศัยสวัสดิการจากภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ อย่างเช่น การระบาดของ COVID-19 ในขณะนี้

แสนสิริเปิดโครงการและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในพื้นที่ก่อสร้างให้เด็กได้เรียน รู้และเล่น (ภาพจาก แสนสิริเพื่อเยาวชน)

 ตอนนี้มีใครแก้ไขปัญหานี้อยู่บ้าง

  เด็กยากจน ไม่ได้อาศัยกับพ่อแม่ เด็กอพยพตามครอบครัว เด็กพิการ มีความต้องการพิเศษ
ทุนการศึกษากสศ. (โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข Conditional Cash Transfer)
กยศ. (ให้ทุนกู้เรียน) กองทุน 10 บาท จ.เชียงใหม่
มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
กสศ. (โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข Conditional Cash Transfer)
กยศ. (ให้ทุนกู้เรียน)
กองทุน 10 บาท จ.เชียงใหม่
มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
กสศ. (โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข Conditional Cash Transfer)
กยศ. (ให้ทุนกู้เรียน)
EDF (ทุนการศึกษาเพื่อนักเรียนพิการเรียนร่วมในโรงเรียนปกติ)
สร้างทางเลือกด้านพัฒนาการของเด็กให้เหมาะกับผู้ปกครองและเด็กสสส.
มูลนิธิสติ สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัย (เด็กในพื้นที่ยากไร้)
คลองเตยดีจัง (สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์)
สสส.
มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน – LPN (สร้างโอกาสให้เด็กข้ามชาติและลูกหลานแรงงานได้เข้าเรียนในระบบการศึกษาไทย)
สสส.
มูลนิธิสติ สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัย (เด็กในพื้นที่ยากไร้)
ทำงานกับครอบครัวให้เด็กได้เรียนUnicef (ลงพื้นที่พูดคุยกับครอบครัว)
PLAN International (ลงพื้นที่พูดคุยกับครอบครัว)
มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนาบ้านทอฝัน (พื้นที่เรียนรู้ของครอบครัวเด็กพิการ)
สร้างเครื่องมือให้ผู้จ้างสามารถส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการของเด็กUnicef (คู่มือการปกป้องดูแลเด็กสําหรับภาคธุรกิจ)
แสนสิริ พื้นที่สำหรับเด็ก เพลิน รู้ เรียน เล่น
Unicef (คู่มือการปกป้องดูแลเด็กสําหรับภาคธุรกิจ)
แสนสิริ พื้นที่สำหรับเด็ก เพลิน รู้ เรียน เล่น
Unicef (คู่มือการปกป้องดูแลเด็กสําหรับภาคธุรกิจ)
วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล (พิการ เรียนรวม-ฝึกงาน)
ใช้การจัดการเงินเป็นเครื่องมือให้เด็กได้เรียนBase Playhouse – สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21Base Playhouse – สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21Base Playhouse – สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21
ปรับเปลี่ยนการศึกษาในยุค COVID 19    Learn Education (ระบบเรียนรู้บนคอมพิวเตอร์ตามจังหวะของผู้เรียน)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หากได้รับการศึกษาที่เหมาะสม จะช่วยให้เขามีพัฒนาการและศักยภาพที่มากขึ้น (ภาพจาก บ้านทอฝัน)

มีโอกาสและช่องว่างอะไรบ้างในการแก้ไขปัญหา

  1. สร้างทางเลือกด้านพัฒนาการของเด็กช่วงปฐมวัยที่บ้าน ให้เหมาะกับผู้ปกครองและเด็ก
    เด็กไทยอายุ 0-4 ปี มากกว่า 1 ใน 5 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่[15] ถูกฝากไว้กับญาติที่บ้านเกิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวยากจน ไม่มีทรัพยากร ไม่มีความรู้ และเวลาที่เพียงพอที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ อีกทั้ง ยังไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะพาเด็กไปฝากที่ศูนย์เด็กเล็ก 
    แม้ในวัยนี้จะยังไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ก็ทำให้เด็กเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันที่เข้าถึงของเล่น หนังสือ และกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการ รวมถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพ (อาหารที่มีสะอาด ปลอดภัย และประโยชน์) อนามัย (ความสะอาดของน้ำ บ้านเรือน การฝึกล้างมือ อาบน้ำ แปรงฟัน) ตลอดจนการฝึกใช้กล้ามเนื้อ ร่างกายให้แข็งแรง
  2. ทำงานกับครอบครัวให้เด็กได้เข้าเรียน โดยเน้นการให้คุณค่าของการศึกษา
    ความยากจนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ได้เข้าเรียน ซึ่งทุนการศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา เพราะแท้จริงแล้ว หลายครอบครัวที่ยากจนไม่ได้ให้คุณค่าของการศึกษา มองว่าการสมัครและไปเรียนเป็นการยุ่งยาก น่ากลัว เสียโอกาสในการหาเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กเล็กถูกมองว่าน่าสงสารก็จะยิ่งหาเงินได้เยอะ
    สาเหตุที่ผู้ปกครองกลุ่มนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นเพราะในชุมชนหรือครอบครัวของตัวเองไม่มีใครได้เรียนหนังสือ จึงไม่เคยเห็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ และไม่เข้าใจประโยชน์ที่จะได้หากลงทุนกับการศึกษาในระยะยาว
  3. สร้างเครื่องมือให้ผู้จ้างสามารถส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการของเด็ก
    ผู้จ้างหรือผู้ดูแลแรงงานจึงเป็นตัวแปรความสำคัญที่จะทำให้ลูกหลานแรงงานได้ไปเรียนหนังสือ เป็น Role Model การทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการในที่ทำงาน รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยและสิทธิ์ของเด็กเมื่อต้องปล่อยไว้ลำพังในไซต์ก่อสร้าง โรงงาน แปลงนา-ไร่ ป่า เป็นต้น หรือบางครั้งเด็กก็ต้องช่วยทำงาน
    อย่างไรก็ดี องค์ความรู้ เครื่องมือ วิธีการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสมในสถานที่ทำงานยังไม่เป็นที่แพร่หลายและตอบรับกับความหลากหลายมากนัก แถมยังมีค่าใช้จ่าย ใช้เวลามากในการตั้งต้น วางแผน และประสานกับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สถานประกอบหลายที่ลังเลที่จะมีส่วนร่วม
  4. ใช้ความรู้ด้านการจัดการเงินเป็นเครื่องมือให้เด็กได้เรียน
    ครอบครัวยากจน มีหนี้สินเป็นสาเหตุสำคัญที่เด็กไม่ได้เข้าเรียน ต้องช่วยหาเงินโดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้ว มีหนี้ที่ต้องจ่ายอยู่เท่าไหร่และต้องหาเงินใช้หนี้อย่างไร เมื่อเวลาผ่านไปจนเด็กอายุเกินเกณฑ์รับเข้า​ จึงยิ่งทำให้เด็กกลัวและไม่อยากเข้าเรียน  สุดท้าย นอกจากจะไม่รู้หนังสือ ไม่มีความรู้ แล้วยังต้องทำงานรายได้ต่ำโดยไม่สามารถปลดหนี้ได้เลย 
    หากครอบครัวเห็นว่าแท้จริงแล้วตนเองมีหนี้อยู่เท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายเท่าใดในปัจจุบัน และต้องหาเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน พร้อมกับเห็นว่าการศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาให้เขาได้อย่างไรในระยะยาว เช่น ให้เด็กเรียนจนจบและเรียนต่อสาขาวิชาอาชีพที่ให้รายได้ดี จึงจะทำให้เขาสามารถจะปลดหนี้ได้ภายใน 5-10 ปี เป็นต้น
  5. ปรับเปลี่ยนการศึกษาในยุค COVID 19
    ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ภาคการศึกษาจึงต้องปรับตัวด้วยการเปลี่ยนสู่ระบบการเรียนออนไลน์มากขึ้น ทำให้คอมพิวเตอร์ แท็ปแลต สมาร์ทโฟน และอินเตอร์เน็ต กลายเป็นอีกสิ่งจำเป็นต่อการเรียนหนังสือ ซึ่งเด็กยากจน อพยพ และพิการยังไม่สามารถเข้าถึงได้ สุดท้าย ไม่สามารถเข้าเรียนได้
    อีกทั้งยังมีผลกระทบ[16]อื่น ๆ เช่น ไม่มีอาหารรับประทาน (ไม่สามารถไปทานที่โรงเรียน เพิ่มรายจ่ายด้านอาหารที่บ้าน) รายได้ (เนื่องจากผู้ปกครองถูกพักงานหรือถูกเลิกจ้าง) ไม่มีของใช้จำเป็นในครอบครัว (ไม่มีเงินซื้อและไม่สามารถออกไปซื้ออย่างปลอดภัยได้) และปัญหาสุขภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ


อ้างอิง

[1] รายงานการย้ายถิ่นของประเทศไทย พ.ศ. 2562 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

[2] UNICEF – ยูนิเซฟเผยเด็กกว่า 175 ล้านคนทั่วโลก ไม่ได้เข้าเรียนในระดับปฐมวัย

[3] รายงานการศึกษาไทย พ.ศ. 2561 (Education in Thailand 2018)

[4] ยูนิเซฟเผยเด็กกว่า 175 ล้านคนทั่วโลก ไม่ได้เข้าเรียนในระดับปฐมวัย (11 เมษายน 2019)

[5]  The Global Competitiveness Report 2019 จัดทำโดย World Economic Forum, 6th Pillar: Skills ด้านทักษะและการศึกษา

[6] ประชาไทย –  ‘ยูนิเซฟ’ เผยแม่และเด็กแรงงานข้ามชาติอพยพในไทย กลุ่มเสี่ยงขาดหลักประกันสุขภาพ

[7] คมชัดลึก – ทำไม “ลูกแรงงานข้ามชาติ” 5 แสนคน…เรียนหนังสือไม่สำเร็จ

[8] TCIJ – สลดเด็กพิการกว่า4แสนคนไม่ได้เข้าร.ร. ‘กฎหมาย-นโยบาย’ดีแต่รัฐสอบปฏิบัติตก (30 ต.ค. 2556)

[9] TCJI –  ไทยมีคนพิการ 3.7 ล้าน ไม่ได้จดทะเบียนเกินครึ่ง-เด็กวัยเรียนขาดโอกาสศึกษา (7 เม.ย. 2562)

[10] “เด็กนอกระบบการศึกษา1.7 ล้านคน” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

[11] รายงานเรื่องปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรไทย ปี 2561 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (กันยายน 2562)

[12] สถิติจำนวนประชากร จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ เป็นรายจังหวัด. 2561.

[13] ข้อมูลจากรายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2550-2551 กสศ. (2558)

[14] ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์, 2560. (สืบค้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2562)

[15] การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

[16] Bangkok Biz – ‘กสศ.’ ชี้ ‘โควิด-19’ กระทบครอบครัวยากจน หนักสุดไม่มีข้าวกิน (15 เมษายน 2563)

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below