knowledge

ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางด้วย Foresight tools

10 มิถุนายน 2020


ปัจจุบัน 

การจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผล จำเป็นจะต้องใช้หลากหลายทักษะประกอบกัน เริ่มต้นตั้งแต่การเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งไปถึงรากของปัญหา เห็นความคิด ประสบการณ์และความเชื่อที่ทำให้เกิดปัญหานั้น การมองเห็นผู้เล่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และระบบที่เชื่อมโยงกันอยู่กับปัญหา บวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจไม่ย่อท้อที่จะเอาชนะอุปสรรคที่กั้นขวางบนเส้นทางที่จะพาไปถึง “การเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้เพียงการเข้าใจปัญหา การมองอย่างเป็นระบบ และการเชื่อศรัทธาในสิ่งที่กำลังลงมือทำ อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สิ่งที่ต้องการแก้ไขกลายเป็นจริงได้  สิ่งที่ฝันนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และกำหนดภาพที่ชัดเจนว่าอนาคตที่จะสร้างนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรอีกด้วย

บทความนี้สรุปและเรียบเรียงเนื้อหาจากหนังสือเครื่องมือการมองอนาคต โดยสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรมและสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับความสำคัญของการคาดการณ์อนาคตและเครื่องมือ อยากให้นักสร้างการเปลี่ยนแปลงหันมาให้ความสำคัญกับภาพอนาคตที่เราอยากเห็นแล้วเชื่อมโยงกลับมาสู่ภาพสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะคิดหาวิธีการแก้ไข เชื่อมปัจจุบันเข้ากับภาพอนาคตที่เราอยากเห็นอย่างเป็นรูปธรรม

อนาคตคืออะไร?

ในทางอนาคตศาสตร์ หรือ อนาคตวิทยา (futurology) อนาคตมีความเป็นพหูพจน์คือเป็นไปได้หลากหลาย ซึ่งเป็นการมองยาวออกไปในช่วงเวลาที่เป็นระยะไกล ๆ ที่เรายังไม่มีข้อเท็จจริงของอนาคต (futurefacts) การมองอนาคตจึงเป็นการจินตนาการภาพ การสำรวจและศึกษาแนวโน้มที่เป็นไปได้ให้ได้มากที่สุด ทั้งอนาคตที่อยากให้เกิดและไม่อยากให้เกิด เพื่อกำหนดแนวทางให้สิ่งที่ต้องการให้เกิดเกิดขึ้นได้จริง และป้องกันหรือกำจัดอนาคตที่ไม่พึงประสงค์ ด้วยการลงมือทำในปัจจุบัน เพราะอนาคตคือวันนี้ที่ยังมาไม่ถึง (future is now). ดังนั้นแล้วอนาคตที่มองเห็นนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงวิสัยทัศน์ที่คิดจินตนาการและมองเห็นจากสิ่งที่เป็นในปัจจุบัน มันจึงไม่ใช่เพียงการคาดการณ์พยากรณ์ (forecast) ที่มีทิศทางจากอดีต ปัจจุบัน ไปยังอนาคตเพียงทางเดียว แต่ยังรวมถึงการจินตนาการภาพของอนาคตแล้วย้อนกลับมาหาเส้นทางจากปัจจุบันด้วย อนาคตที่กำลังพูดถึงนี้จึงกว้างไปกว่าการจัดทำแผนกลยุทธ์หรือแผนยุทธศาสตร์ และไม่ใช่แค่การวางแผนเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ใช้การได้กับหลายบริบท โดยจำเป็นจะต้องกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ก่อนจึงจะนำไปสู่วิธีการ

การมองอนาคตเป็นศาสตร์ที่บูรณาการความรู้หลากหลายสาขาไม่ใช่แค่เพียงทางเทคโนโลยีหรือสังคมแต่เพียงเท่านั้นเป็นกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน (Participatory Deliberative Process) ด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและนอกองค์กร การระดมความคิดเห็นผ่านการะบวนการประชาคมผ่านการวิจัยเอกสาร (document research) อาจใช้เวลานาน 1-2 ปี และมีการทวนซ้ำ (iteration) 

ในปัจจุบันกระบวนการการมองอนาคตจึงจำเป็นจำต้องอาศัยทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) จินตนาการ (Imagination) ประกอบกับความสามารถในการสื่อสาร (Communication) สิ่งที่เป็นนามธรรมที่อาจยังไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจได้ด้วย

ลักษณะของอนาคต

ภาพ ลักษณะของอนาคต (คู่มือการมองอนาคต1 )

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว ไม่คงที่ และไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกรอบเวลา (time frame) และข้อมูลที่มี เช่น ข้อมูลเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ทางสถิติ หรือการเทียบเคียงกับทฤษฎีและองค์ความรู้ ดังนั้นแล้วความถูกต้องของอนาคตที่มองเห็นจึงแบ่งออกได้เป็น 6 รูปแบบ

1. อนาคตจากการคาดการณ์ (Projected Future)เป็นอนาคตที่มีลากเส้นเชื่อมจากข้อมูลในอดีตและปัจจุบันด้วยการคาดการณ์
ด้วยสมมุติฐานว่าอนาคตจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมากนัก
เช่น การประมาณการงบประมาณในปีหน้า กำลังผลิตและจำนวนสินค้า
ในอนาคตระยะ 3 ปีที่ไม่มีแผนการจะขยายโรงงาน รายรับ-รายจ่ายแต่ละไตรมาส มักมีความเป็นเอกพจน์คือเป็นอนาคตที่ค่อนข้างตายตัว
2.อนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ (Possible Futures)เป็นอนาคตที่ยังไม่มีทฤษฎีรองรับหรือหลักฐานการวิจัยและองค์ความรู้เพื่อยืนยันได้ชัดเจนในปัจจุบัน แต่ “อาจ” เกิดขึ้นได้ เช่น การย้อนเวลา
3. อนาคตที่สามารถเกิดขึ้นได้ (Plausible Futures)เป็นอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้จากทฤษฎีและองค์ควารู้ที่มีในปัจจุบัน
4. อนาคตที่มีความเป็นไปได้ (Probable Futures)เป็นอนาคตที่มีความเป็นไปได้สูงจากการวิเคราะห์ทางสถิติ โดยระบุเป็น
ช่วงความเชื่อมั่น (Confidence interval) ให้กับรูปแบบอนาคตแต่ละรูปแบบ
ว่ามีความมั่นใจ 95% ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบนี้ หรือมั่นใจ 80% ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบเช่นนี้ 
5.อนาคตที่พึงประสงค์ (Preferable Futures)เป็นอนาคตที่ “ควรจะ” เกิดขึ้น เป็นความต้องการที่เกิดจากการไตร่ตรองคิดว่า
อนาคตควรจะเป็นเช่นนี้เพราะให้ประโยชน์และมีข้อดี เช่น อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน
6. อนาคตที่เป็นไปไม่ได้ (Preposterous Futures)อนาคตที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงและไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

การมองอนาคต (Foresight)

คือการอธิบาย วิเคราะห์ และคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตหรือเพื่อออกแบบอนาคตที่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นแล้วสิ่งสำคัญที่จะต้องตอบก่อนจะมองอนาคตจึงมีสองปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1.      ระยะห่างของอนาคตที่กำลังพูดถึงกับปัจจุบันและข้อมูลที่มีเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ในการมองอนาคต ได้แก่
a.     สำหรับอนาคตในระยะสั้น (3-5 ปี) และกลาง (6-10 ปี)  วัตถุประสงค์เน้นเพื่อวิเคราะห์ (analyze) เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่พอจะมีข้อมูลและความรู้ให้วิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง
b.    สำหรับอนาคตในระยะยาว (มากกว่า 10 ปี)  วัตถุประสงค์เน้นเพื่อออกแบบ (Design)  จำเป็นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเพื่อกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง

2.      บริบทของอนาคตว่ามีความสลับซับซ้อนอย่างไร
a.    การสำรวจสภาพแวดล้อมเชิงลึก (Deep Horizon Scanning) พิจารณามิติทางการเมือง กฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ปัจจัยของหน่วยงาน และเทคโนโลยี ว่ามีปัจจัยหรือประเด็นใดบ้างที่ส่งผลกระทบต่อภาพอนาคตมาก และมีความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงสูง
b.     การวิเคราะห์ความซับซ้อนของอนาคต (Future Complexity Analysis) เพื่อการกำหนดดว่าสิ่งที่กำลังศึกษานั้นเป็นอนาคตที่มีโครงสร้างชัดเจน (Structured Futures) หรือเป็นอนาคตที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Ill-structured Futures) โดยพิจารณาจากความเชื่อมโยงของเหตุและผลว่ามีความเชื่อมโยงตรงไปตรงมา มีองค์ความรู้ที่อธิบายได้ชัดเจน หรือสามารถเชื่อมโยงความรู้จากบริบทอื่นมาอธิบายได้หรือไม่ มีความแทรกซึมอยู่ในค่านิยมของสังคมหรือไม่ สามารถแยกระดับได้หรือไม่


 4 แนวทางการมองอนาคต  (Foresight Pathway)

เราสามารถเลือกแนวทางการมองอนาคตจากการตั้งคำถามว่า เราอยากจะวิเคราะห์อนาคต(ระยะสั้น/ระยะกลาง))  หรือออกแบบอนาคตในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป)  แล้วอนาคตที่เราสนใจนั้น มีโครงสร้างที่ชัดเจน หรือ สลับซับซ้อน ซึ่งจะมีแนวทางที่แตกต่างกันดังนี้ 

แนวทางการสร้างกรอบอนาคต (คู่มือการมองอนาคต1 )

1.     Ideation การสร้างความคิดและจินตนาการ
วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบในกรอบอนาคตที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน การมองอนาคตจึงเป็นการสร้างความคิดและจินตนาการเพื่อให้ได้ภาพอนาคตที่ชัดเจนมากขึ้น

2.     Formulation การกำหนดทิศทางอนาคต
วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบในกรอบอนาคตที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อสร้างแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตที่มีความชัดเจนพร้อมนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ

3.     Calibration การสอบเทียบข้อมูลกับมโนทัศน์แห่งอนาคต
วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อนาคตที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน โดยการใช้ฐานข้อมูลและหลักฐานเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับภาพอนาคตที่กำลังสนใจ

4.     Projection การคาดการณ์อนาคต
วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อนาคตที่มีโครงสร้างชัดเจน จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย


9 เครื่องมือสำหรับมองอนาคต

Ideation การสร้างความคิดและจินตนาการ

1. การสร้างวิสัยทัศน์ (Visioning)
การสร้างข้อความหรือเรื่องเล่าเชิงพรรณนาที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสะท้อนให้เห็นอนาคตที่ต้องการให้เกิดขึ้นหรือต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ในอนาคตที่พึงประสงค์ ด้วยกระบวนการกลุ่ม เพื่อสร้างความหวัง ความรู้สึกเป็นเจ้าของ และการร่วมแรงใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ที่ดีมีคุณลักษณะที่ดี 6 อย่าง ได้แก่ สร้างสรรค์ (creative) พึงประสงค์ (desirable) เป็นไปได้ (feasible) ชัดเจน (focused) ยืดหยุ่น (flexible) สื่อสารและถ่ายทอดได้ง่าย (communicable)

2. เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique)
เป็นเทคนิคที่ใช้การสอบถามภาพอนาคตที่เห็นพ้องต้องกันของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล จนได้ภาพของสิ่งที่ควรเป็น หรือสิ่งที่เกิดขึ้นได้สำหรับอนาคต 

ขั้นตอนคือ มีการกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน กำหนดกลุ่มตัวอย่างของผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาให้ความเห็น จากนั้นจึงทำการเก็บข้อมูล โดยเก็บข้อมูลทั้งหมด 3 รอบ รอบแรกเริ่มจากการใช้แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้วยคำถามปลายเปิด เก็บภาพกว้างของประเด็น รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเช่นงานวิจัย จากนั้นนำคำตอบมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์เป็นประเด็นที่ชัดเจนขึ้น จากนั้นรอบที่ 2 นำประเด็นที่ได้มาให้ผู้เชี่ยวชาญให้ระดับความเห็นด้วย (rating scale) ต่อแนวคิดที่ได้มาจากการสังเคราะห์คำถามปลายเปิดรอบที่ 1 พร้อมทั้งให้เหตุผล รอบที่ 3 นำระดับคะแนนที่ได้มาคำนวณค่าทางสถิติเพื่อดูความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ ทำทวนซ้ำพร้อมข้อมูลจากรอบก่อนหน้าเป็นลำดับไปเรื่อยเช่นนี้จนได้ความคิดเห็นที่ค่าสถิติบ่งชี้ว่าได้ความคิดเห็นที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดเห็นตรงกัน

Formulation การกำหนดทิศทางอนาคต

3. การสร้างและวิเคราะห์ฉากทัศน์แห่งอนาคต (Future Scenario Building and Analysis)
การสร้างคอนเส็ปต์หรือมโนภาพเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตที่มีความเป็นไปได้ (probability) 3-5 ฉากทัศน์ (scenario)  เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหลากหลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน พิจารณาโดยให้ความสำคัญกับไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น (uncertainty) รูปแบบของสถานการณ์ 3-5 ฉากทัศน์ในอนาคตเกิดจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างรอบคอบ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ยกตัวอย่างการนำมาใช้ที่หลายคนคุ้นเคยไม่นานนี้ เช่น ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 เรามีฉากทัศน์ กรณีที่ที่ดีที่สุด (สามารถควบคุมโรคได้) กรณีที่สามารถชะลอการแพร่ระบาดได้ และ กรณีที่แย่ที่สุดคือมีการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง 

4. การสร้างตัวแบบจากนิยายวิทยาศาสตร์ (Science Fiction Prototyping)
เป็นการเขียนเรื่องเล่าหรือกรณีศึกษาที่ผสมผสานระหว่างการสร้างความคิดและจินตนาการ (ideation) กับการกำหนดทิศทางอนาคต (formulation) มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ โดยอาศัยที่มาจากภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ เกิดการผสมผสานแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการจากสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่งผลให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ของมนุษย์ 

ตัวอย่างเช่น โดราเอมอน เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีเล่าเรื่องผ่านเส้นเรื่องที่มีบริบทและลักษณะผู้คนชัดเจน โดยการนำสิ่งประดิษฐ์จากในเรื่องมาวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาทั้งเชิงบวก เชิงลบ และในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น หากมีวุ้นแปลภาษาเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น การเรียนการสอนด้านภาษาจะเปลี่ยนแปลงไป จำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะเพิ่มสูงมากขึ้น ธุรกิจพจนานุกรมจะหายไปจากวงการสิ่งพิมพ์

Calibration การสอบเทียบข้อมูลกับมโนทัศน์แห่งอนาคต

5.การวิเคราะห์แนวโน้มและแนวโน้มระดับโลก (Trend and Megatrend Analysis)
แนวโน้ม หรือ Trend คือ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น (3-5 ปี) หรือระยะกลาง (6-10) ปี ส่วนแนวโน้มระดับโลกหรือ Megatrend นั้น คือการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบเป็นวงกว้างครอบคลุมนานาประเทศในระยะเวลายาวนานมากกว่า 20 ปี โดยการวิเคราะห์แนวโน้ม นั้นอาจพิจารณาเครื่องมือใช้ตามบริบท เช่น ใช้เทคนิค PESTEL ในการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านของ  P – Politics การเมือง, E- Economy เศรษฐกิจ, S – Society สังคม, T – Technology – เทคโนโลยี, E – Environment – สิ่งแวดล้อม, L – Law – กฎหมาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านมีความสำคัญที่แตกต่างกัน เทคนิคนี้เหมาะกับประเด็นที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน

การวิเคราะห์แนวโน้มจำเป็นต้องมีการกำหนดประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์ให้ชัดเจน เช่น กำหนดการศึกษาเกี่ยวกับ “การจัดการขยะพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง” จะดีกว่าการกำหนดประเด็นเพียง “การจัดการขยะพลาสติก”  จากนั้นทำการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล โดยชี้ให้เห็นเป็นแนวโน้มว่า อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (now) อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นถัดไป (next) อะไรจะเป็นสิ่งใหม่ที่น่าจับตามอง (new) และมีผลกระทบต่อองค์กรอย่างไร เพื่อสรุปเป็นแผนที่แนวโน้ม หรือ trend map ต่อไป ว่า มีเป็นแนวโน้มที่เราควรให้ความสำคัญและใส่ใจหรือไม่ สำคัญต่อองค์กรไหม มีความแน่นอน/ไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ 

6.การสร้างแบบจำลอง (Modelling and Simulation)
เป็นกระบวนการสร้างและทดลองแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดยอาศัยคอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับสังคม จากปัจจัยแทรกแซงต่าง ๆ (intervention) ที่ต้องการศึกษา เพื่อให้เห็นผลกระทบที่ตั้งใจให้เกิดและผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด โดยปรับเปลี่ยนการตั้งค่าของระบบเพื่อเพื่อทดสอบผลลัพธ์ในรูปแบบสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการประหยัดทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณ

Projection การคาดการณ์อนาคต

7. การพยากรณ์ย้อนหลัง (Back Casting)
คือการสร้างความเชื่อมโยงจากผลลัพธ์ที่ต้องการในอนาคตย้อนกลับมาสู่แนวทางที่จะทำให้อนาคตนั้นเกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วม (participatory process) ของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดและสร้างกลยุทธ์ทางเลือกที่เป็นไปได้เป็น “วิสัยทัศน์อนาคตร่วม” (shared future vision) โดยอาจจะใช้กระบวนการเช่น ระดมสมอง จากนั้นทำแผนดำเนินการที่จะนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญ (critical event) เพื่อไปให้ถึงอนาคตที่พึงประสงค์นั้น ๆ โดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีความเห็นพ้องร่วมกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการกำหนดนโยบายสาธารณะและกลยุทธ์ระดับมหภาค (macro-picture) และระดับภาคอุตสาหกรรม (industrial sector)

เทคนิคนี้แตกต่างจากเครื่องมือการมองอนาคตอื่นๆ ที่จะเป็นการมองไปข้างหน้า แต่ การพยากรณ์ย้อนหลังจะเป็นเทคนิคย้อนกลับ คือ เป็นการมองจากอนาคตกลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยิ่งอนาคตอยู่ไกลเท่าไหร่ ยิ่งเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมาย และหลากหลาย มีความละเอียดซับซ้อนสูง 

8. แผนที่นำทางเทคโนโลยี (Technology Roadmap: TRM)
แผนที่นำทางเทคโนโลยี คือ แผนเพื่อระดมทรัพยากร ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เกิดคุณสมบัติและประโยชน์ในการใช้งานตามที่ได้ออกแบบไว้ เป็นการสร้างมุมมองอย่างองค์รวม (holistic perspective) ที่ทำให้เกิดการประสานรวมปัจจัยนำเข้า (input) อย่างเป็นรูปธรรม มักถูกนำไปใช้ในการวางแผนสร้างนวัตกรรมขององค์กร เช่น วางแผนวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีล้ำยุคต่างๆ หรือใช้ระหว่างองค์กรร่วมกันเพื่อวางแผนพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก 

TRM มีหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสาร (communication tool) เครื่องมือการเปลี่ยนแปลง (transformation tool) และเครื่องมือการดำเนินงาน (implementation tool) จัดทำโดยการวางกรอบวิเคราะห์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ตลาด (market Analysis) 2. การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ (product analysis) 3. การวิเคราะห์สมรรถนะทางด้านเทคโนโลยี (technology capacity analysis) 4. การวิเคราะห์ทรัพยากรและแผนงานวิจัยและพัฒนา (resource and R&D program analysis)

9. บรรณมิติ (Bibliometrics)
เป็นการวิจัยเอกสาร ที่เทคนิคทางสถิติวิเคราะห์และจัดกลุ่มข้อมูล ข้อความจากเอกสารงานวิจัยเพื่อค้นหาแนวโน้มและทิศทางที่ซ่อนอยู่ในชุดข้อมูล ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ  เช่น การนับจำนวนเอกสารตีพิมพ์ (publication count) การวิเคราะห์ความถี่ของคำ (word frequency analysis) การวิเคราะห์รายการอ้างอิง (citation analysis) การวิเคราะห์การใช้คำร่วม (co-wording analysis) เพื่อให้เห็นมิติว่าองค์ความรู้มีภาพใหญ่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร แนวความรู้กระแสหลักที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างไร และเห็นทิศทางแนวโน้มการบูรณาการณ์ศาสตร์ต่าง ๆ เครื่องมือและองค์ความรู้ของนักวิจัย


ตัวอย่างการนำเครื่องมือการมองอนาคตไปใช้ 

1. เพื่อสร้างขอบเขตของนโยบาย สร้างความรู้ความเข้าใจในปัจจัยที่จะส่งผลกระทบในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย
2. สร้างวิสัยทัศน์และทิศทางการเปลี่ยนผ่าน สร้างวิสัยทัศน์ร่วมและพัฒนาแนวคิดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน
3. การทดสอบนโยบายหรือแผนกลยุทธ์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายหรือกลยุทธ์ด้วยการทดสอบในสถานการณ์จำลอง
4. การบุกเบิกนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วางแผนพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือต้นแบบที่เป็นการบุกเบิกตลาด
5. แสดงหาโจทย์วิจัยและประเด็นที่สำคัญในอนาคต การหาช่องว่างขององค์ความรู้ในปัจจุบันและสิ่งที่จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อรองรับอนาคต

การมองอนาคตสำหรับกำหนดขอบเขตนโยบาย
ในปี ค.ศ. 2009 CSIRO Future หรือทีมที่ปรึกษายุทธศาสตร์ขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการศึกษาต้องการทราบแนวโน้มที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนกระบวนการจัดทำแผนลงทุนระยะยาวของประเทศ โดยการใช้เทคนิคเดลฟายและการวิเคราะห์แนวโน้ม ได้รวมรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกว่า 40 คนภายในองค์กรและภายนอกจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคารโลก สำนักงานสถิติออสเตรเลีย องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากนั้นจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและจัดกลุ่มข้อมูล หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสัมมนามารับฟังความคิดเห็นผ่านทางอีเมล์ สรุปออกมาเป็น 6 แนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศออสเตรเลีย องค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน

การทดสอบนโยบาย (Policy Test)
หน่วยงานวิจัยและทดลองทางนโยบายประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) ข้อมูลทักษะทางอารมณ์สังคม มาใช้ในการกำหนดนโยบายพัฒนาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนเมือง rotterdam เพื่อป้องกันอาชญากรรมในเด็กและเยาวชน จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูลที่สามารถสะท้อนผลกระทบจากนโยบายได้ทันที (Real time)

การบุกเบิกนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
งานวิจัย Altering expectations: how design fictions and backcasting can leverage sustainable lifestyles ใช้เครื่องมือ  การพยากรณ์ย้อนหลัง (backcasting) และ แนวคิดตัวแบบนิยายวิทยาศาสตร์ (SFP) เพื่อสร้างต้นแบบ “อนาคตที่ยั่งยืนในบริบทเขตเมืองสต็อคโฮล์มในปี ค.ศ. 2053” โดยนำรูปแบบของอนาคตที่ถูกศึกษาและวางไว้ด้วยวิธี backcasting จากงานวิจัย Images of the Future City: Time and Space for Sustainable Development มาขยายผล โดยผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาสร้างบริบท ฉากทัศน์ต่าง ๆ เป็นตัวเลือก สำหรับทดสอบและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปเพื่อสรุปเป็นข้อมูล

  1. อนาคตแหล่งที่มาของรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป (Futures of Income souces)
  2. ลักษณะของอาชีพในอนาคต (Futures of Work)
  3. อนาคตของพื้นที่อยู่อาศัย (Future of Living space)
  4. อนาคตรูปแบบของการอยู่อาศัยในเขตเมือง
  5. อนาคตของการใช้พลังงาน (Energy consumption)

จากนั้นนำมาทดสอบ รับข้อเสนอแนะ และสรุปในรูปแบบของตัวละคร 3 รูปแบบ ได้แก่

  • Katarina มีฐานะมั่งคั่ง มีความสนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ต้องการเสียสละความสะดวกสบายที่มีอยู่ มีความคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้เธอสามารถใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม
  • Cecillia มีความสนใจในประเด็นความยุติธรรมและสิ่งแวดล้อมมาก มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคต มีความตั้งใจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คาดหวังให้ภาครัฐสร้างความเข้าใจ กำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • Jonas ชอบใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติชอบใช้เวลาอยู่นอกบ้าน เขาต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากภายใน ชอบการทำงานกับคนในพื้นที่ ด้วยความรับผิดชอบและขนาดที่ให้อิสระและให้อำนาจการตัดสิน 

โดยต้นแบบและเรื่องราวของตัวละครดังกล่าวมีไว้เพื่อสร้างให้ภาพวิสัยทัศน์นั้นเข้าใจได้ง่าย จุดประกายแรงจูงใจและแรงบันดาลใจให้ผู้คน และสะท้อนถึงความท้าทายที่จะพบระหว่างเส้นทางจากปัจจุบันไปยังอนาคตของการใช้ชีวิตในสังคมที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงาน เป็นการสร้างการยอมรับในความเป็นไปได้ในเทคโนโลยีและวิถีชีวิตรูปแบบต่าง ๆ

สรุป

ศาสตร์และเครื่องมือมองอนาคตนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเส้นทางที่ทอดยาวไกลไปสู่อนาคตที่เปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ในปัจจุบัน จินตนาการถึงได้ยาก และมีความท้าทายที่ไม่แน่นอนรอคอยอยู่ข้างหน้าอย่างหลากหลาย มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ จะเลือกแก้ไขปัญหาและดำเนินการด้วยทิศทางที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั้นอาจทำให้ภาพอนาคตที่เป็นไปได้หลากหลายนั้นไม่ซ้อนทับและกลายเป็นอนาคตเดียวกัน 

การได้มองอนาคตร่วม กำหนดภาพอนาคตระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกลได้ชัดเจน จะทำให้ระหว่างการเดินทางจากปัจจุบันไปสู่อนาคตสามารถบูรณาการ ประสานงานส่งต่อความรู้ แนวคิด และเชื่อมผลลัพธ์ สื่อสารความเข้าใจให้สังคมรับรู้และนำไปปฏิบัติได้ตรงกัน นั่นจะทำให้อนาคตที่ต้องการให้เกิดขึ้นแม้จะไกลอย่างไร แต่ก็ยังสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ตามความตั้งใจที่มีร่วมกันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนตลอดช่วงกาลเวลาจากปัจจุบันไปยังอนาคต

ขอบพระคุณ หนังสือเครื่องมือการมองอนาคต (Foresight Tools) จัดทำโดย สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ้างอิง:

  1. สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (2562). เครื่องมือการมองอนาคต. retrieved 17 May 2020 from https://ifi.nia.or.th/649/
  2. UNDP (2018). Foresight Manual – Empowered Futures. Retrieved 17 May 2020 from https://www.undp.org/content/undp/en/home/librarypage/capacity-building/global-centre-for-public-service-excellence/ForesightManual2018.html
  3. https://www.csiro.au/futures
  4. Ilstedt, S., & Wangel, J. (2014). Altering expectations: How design fictions and backcasting can leverage sustainable lifestyles. In DRS
  5. Höjer, M., Gullberg, A. & Pettersson, R. (2011b). Images of the Future City – Time and Space for Sustainable Development. Springer.

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below