knowledge

เครื่องมือการสร้าง Empathy ในโรงเรียน (2)

15 เมษายน 2020


,

ในตอนที่ 1 ของบทความเครื่องมือการสร้าง Empathy ในโรงเรียนเราได้เรียนรู้ความสำคัญของการสร้าง Empathy ในโรงเรียนและวิธีการสร้าง Empathy ในขั้นการเตรียมพร้อมไปแล้ว ในตอนนี้เราจะมาดูวิธีการสร้าง Empathy อีก 2 ขั้นตอนที่เหลือ คือ การสร้างการมีส่วนร่วม และการลงมือทำและการทบทวนสะท้อน

การสร้างการมีส่วนร่วม (Engage) 

เมื่อเราผ่านขั้นการเตรียมพร้อม เท่ากับว่าตอนนี้เด็กๆ มีสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมาะสมกับการฝึกฝน Empathy แล้ว สำหรับวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมนั้นมีหลายวิธี ทั้งการทำกิจกรรมและการทำโปรเจกต์เพื่อฝึกฝนและพัฒนา Empathy แบ่งเป็น

  • การใช้ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง การฟังเรื่องเล่า สังเกตตัวละคร เหตุการณ์ เหตุปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในเรื่องเล่าทำให้เราได้เข้าใจผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์ที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา
  • การทำกิจกรรมกลุ่ม การเล่นทำให้เด็กมีจินตนาการได้อย่างอิสระ ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาและทักษะอื่นๆ ที่เด็กจะติดตัวเด็กให้เขานำไปใช้ได้ทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน และการเป็นพลเมืองโลก
  • การสร้างประสบการณ์ร่วม เมื่อเรามีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของคนอื่น เราจะไม่เหมารวม หรือตัดสินสิ่งนั้นจากภายนอก แต่จะเริ่มฟังอย่างลึกซึ้งและเข้าใจเหตุปัจจัยที่ทำให้คนหรือสิ่งต่างๆ เป็นเช่นนั้น
  • การร่วมมือกันแก้ปัญหา การลงมือแก้ปัญหาร่วมกันทำให้เราและเพื่อนๆ ได้ร่วมกันเผชิญความท้าทายจนกระทั่งทำสิ่งนั้นสำเร็จ เราได้เห็นสิ่งที่เรากับเพื่อนมีเหมือนกันและเข้าใจความแตกต่างกันมากขึ้น

ตัวอย่าง “กิจกรรมการใช้ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่อง”

เรียนรู้เรื่องเชื้อชาติ

กิจการนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจความแตกต่างทางเชื้อชาติ และเคารพความแตกต่างหลากหลายครูอาจจะทำกิจกรรมนี้ในวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ เช่น วันชนเผ่าพื้นเมืองโลก (9 สิงหาคม) หรือเดือนแห่งประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ( Black History Month) ที่สหรัฐอเมริกาในเดือนกุมภาพันธ์

วิธีทำกิจกรรม

  1. ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาที่เด็กควรใช้เมื่อพูดถึงเรื่องเชื้อชาติและความแตกต่าง: คุยกับเด็กๆ เรื่องความแตกต่างทางสีผิว (สำหรับโรงเรียนในประเทศไทยอาจจะชวนเด็กๆ คุยเรื่อง        ชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ได้) และใช้หนังสือในการสร้างความเข้าใจกับเด็ก เช่น หนังสือเรื่อง All the Colors We Are เป็นหนังสือที่อธิบายเรื่องเมลานินและความแตกต่างทางสีผิว เด็กจะ ตื่นเต้น สนใจตั้งคำถาม และอยากเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น 
  2. เรียนรู้เส้นทางของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง: แนะนำให้เด็กๆ รู้จักการสร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ เช่น The Lorax และแนะนำนักสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เด็กๆ รู้จักว่า มีทั้งคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ และความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่าอะไรคือปัญหาที่นักสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องการแก้ไข ใครเป็นคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงบ้าง คิดว่าทำไมปัญหานั้นจึงแก้ยาก 

    ให้เด็กๆ กลับไปถามผู้ใหญ่ในครอบครัวพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายว่าพวกเขามีใครเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชื่นชมบ้างและเชิญผู้ใหญ่ในครอบครัวมาแลกเปลี่ยนในชั้นเรียน ให้เด็กๆทำ “กำแพงแห่งนักสร้างการเปลี่ยนแปลง” ขึ้น เพื่อจัดแสดงรูปภาพและเรื่องราวของนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ได้เรียนรู้มา สุดท้ายลองพาเด็กๆ ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เช่น ปลูกต้นไม้
  3. เชื่อมโยงเข้ากับประเด็นที่กว้างขึ้น: เชื่อมโยงการสร้างความเปลี่ยนแปลงกับประเด็นที่กว้างขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสังคม ความสงบ ความกล้าหาญ ให้เด็กๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับนักสร้างการเปลี่ยนแปลง หากคนๆ นั้นต้องเสียชีวิตเพราะการสร้างความเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ต้องกลัวที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ เราสามารถชวนให้เด็กๆ ดูกำแพงแห่งนักสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และบอกเด็กๆ ว่า นักสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว แต่งานของเขายังคงอยู่ในตัวเราทุกคน และเราทุกคนช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ตัวอย่าง “กิจกรรมสร้างประสบการณ์ร่วม”

ขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

กิจกรรมนี้จะพัฒนาทักษะการฟัง พาให้เด็กเข้าใจและขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่เราอาจจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเขา แต่เขาเป็นผู้ที่ทำให้ให้ชีวิตประจำวันของเราราบรื่น  เช่น ภารโรง กิจกรรมนี้อาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์หรือหลายเดือน

วิธีทำกิจกรรม

  1. นำการสนทนากลุ่ม: ให้เด็กๆ จินตนาการว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีภารโรงอยู่จะเป็นอย่างไร และลองพูดคุยถึงคนอื่นๆ ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของเราราบรื่น อาจจะใช้การตั้งคำถามเพื่อเชื่อมโยงตัวเด็กเข้ากับคนๆ นั้น เช่น เรารู้สึกอย่างไรเมื่อเราขอบคุณผู้อื่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งเราไม่ขอบคุณสิ่งดีๆ หรือคนดีๆ ในชีวิตเราอีกต่อไป ให้อธิบายให้เด็กๆ เข้าใจว่าทุกคนต้องการรู้สึกว่าตัวเขามีคุณค่า และเมื่อเขารู้สึกว่าเขามีคุณค่า เขาก็จะมีกำลังใจทำงานของเขาอย่างเต็มที่
  2. กำหนดกิจกรรมที่จะทำ: เลือกกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจว่าภารโรงมีบทบาทในการดูแลโรงเรียนและสนับสนุนบรรยากาศในการเรียนการสอนอย่างไร อาจจะเป็นการสัมภาษณ์ภารโรง การติดตามและเรียนรู้งานของภารโรง หรือให้เด็กๆ รับผิดชอบงานบางอย่างที่ภารโรงทำเป็นเวลา 1 อาทิตย์ ครูสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้นี้กับประเด็นต่างๆ ได้ เช่น ความเชื่อมโยงระหว่างงานที่ภารโรงทำกับสุขภาพของนักเรียน ความปลอดภัยในการทำงาน ประเด็นผู้อพยพ  ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา เป็นต้น
  3. เสียงสะท้อนหลังจบกิจกรรม: ให้เด็กๆ เขียนการ์ดขอบคุณภารโรง โดยเขียนชื่อภารโรง สิ่งที่อยากขอบคุณ และความรู้สึกซาบซึ้งต่อสิ่งที่ภารโรงทำ

การลงมือทำและทบทวนสะท้อน (Reflect & Act)

Empathy ช่วยให้เราเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ถ้าเราเป็นผู้ที่มี Empathy และกล้าลุกขึ้นมาปกป้องผู้อื่นจะทำให้ Empathy มีพลังมากขึ้นไปอีก สิ่งที่ครูและพ่อแม่ทำได้เพื่อสนับสนุนให้เด็กกล้าลุกขึ้นมาปกป้องผู้อื่นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้เขาเชื่อว่าเขาทำได้และสนับสนุนให้เด็กเห็นว่าทำไมเขาต้องทำเพื่อคนอื่น ด้วยการ

  • การระบุคุณค่าร่วมและความแตกต่าง Empathy ไม่ได้หมายถึงการเข้าใจและยอมรับความเหมือนและความแตกต่างเท่านั้น แต่ยังทำให้เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของผู้อื่นด้วย โดยไม่เอาตัวเราไปตัดสินการกระทำของเขา
  • การบ่มเพาะความกล้าหาญ นอกจากการปลูกฝังพฤติกรรมและทัศนคติที่มี Empathy แล้ว สิ่งต้องปลูกฝังความกล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้องด้วย 
  • การลงมือทำ ขั้นตอนสุดท้ายของการสร้าง Empathy คือการสร้างโอกาสให้เด็กใช้ Empathy ลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่น

ตัวอย่าง “กิจกรรมบ่มเพาะความกล้าหาญ”

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันไม่ช่วยเขา

กิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กเข้าใจว่าหากมีคนถูกกลั่นแกล้งและเขาเพิกเฉยไม่เข้าไปช่วยเหลือจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาได้บ้าง และสอนวิธีการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย การทำกิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจบทบาทของเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

วิธีทำกิจกรรม

  1. คล้องแขนเป็นวงกลม (15-20 นาที): เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการถามเด็กๆ ว่า เคยเห็นเพื่อนถูกกลั่นแกล้งหรือโดนล้อไหม ถ้าเคย รู้สึกอย่างไร 

    หลังจากนั้นให้ครูเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และเมื่อเด็กๆ พร้อมแล้ว ขอให้เด็กๆ เล่าประสบการณ์ของพวกเขาทีละคน หลังจากเด็กแต่ละคนเล่าประสบการณ์ของตัวเองเสร็จ ให้เดินไปคล้องแขนคนที่เล่าประสบการณ์ก่อนหน้าเรา เมื่อเล่าครบทุกคนแล้วทุกคนจะยืนเป็นวงกลมพอดี วงกลมนี้สื่อถึงประสบการณ์ของทุกคนที่เชื่อมโยงกัน

    แนะนำให้เด็กๆ รู้จักคำว่า “พยาน” และ “ผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์” (ถ้าเป็นเด็กโตให้พวกเขาลองช่วยกันบอกความหมายของคำสองคำนี้) ชี้ให้เด็กๆ เห็นว่าถ้าเราเป็นพยานหรือผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์เพียงคนเดียวคงทำให้การลุกขึ้นมาปกป้องผู้อื่นทำได้ยาก แต่ถ้ามีหลายๆ คนก็จะทำให้การปกป้องผู้อื่นง่ายขึ้น 
  2. ระดมไอเดียวิธีแก้ไข (10-15 นาที)  ให้เด็กๆ ช่วยกันระดมไอเดียว่าจะทำอะไรได้บ้างถ้าพวกเขาไปพบเด็กคนอื่นถูกกลั่นแกล้ง ครูแนะนำให้เด็กๆ รู้จัก  SAFE response คือ
  1. พูดสิ่งที่รู้สึก (Say what you feel )
  2. ขอความช่วยเหลือ (Ask for help )
  3. หาเพื่อนมาช่วย (Find a friend)
  4. ออกจากที่นั่น (Exit the area)

    และดูว่า SAFE response แต่ละข้ออยู่ในกลุ่มไหน
  • ปกป้องด้วยการเข้าไปห้าม หรือพูดให้หยุดกลั่นแกล้ง
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่
  • ไม่สนใจ 

ให้เด็กๆ ใช้ปากกาสี 3 สีจัดกลุ่มไอเดียที่เสนอมาว่าอยู่ในกลุ่มไหน ตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราอยู่เฉยๆ ไม่เข้าไปช่วยคนที่กำลังถูกแกล้ง คิดว่าทำไมคนบางคนจึงทำเป็นไม่สนใจเวลาเห็นหรือได้ยินคนอื่นถูกแกล้ง

พูดคุยกับเด็กๆ ว่าบางครั้งการทำเป็นไม่สนใจก็อาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหา แต่จริงๆ เรายังมีทางเลือกอื่นตาม SAFE response เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็เท่ากับว่าเรากำลังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีคนอื่นถูกแกล้งต่อไปเรื่อยๆ 

Photo by Edvin Johansson on Unsplash

3. เขียนการ์ด “การตัดสินใจ”  (20-30 นาที)
ให้เด็กแต่ละคนเขียนการ์ด 3 ใบ และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนว่าแต่ละใบหมายความว่าอย่างไร

  1. ยืนหยัด
  2. ขอความช่วยเหลือ
  3. ไม่แน่ใจ

ครูอ่านตัวอย่างเหตุการณ์ให้ฟัง และให้เด็กตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรถ้าพวกเขาอยู่ร่วมเหตุการณ์นั้น

  1. ถ้าคิดว่าจะเข้าไปห้ามหรือขัดขวางเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ให้ชูการ์ด “ยืนหยัด”
  2. ถ้าคิดว่าต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย ให้ชูการ์ด “ขอความช่วยเหลือ”
  3. ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่ต้องการเพิกเฉยต่อเหตุการณ์นั้น ให้ชูการ์ด “ไม่แน่ใจ”

เมื่อเด็กชูการ์ดครบทุกคนแล้ว ให้จับกลุ่มกับเพื่อนที่เลือกการ์ดเหมือนกันแล้วแลกเปลี่ยนกันว่าทำไมจึงเลือกการ์ดใบนี้ การกระทำที่เลือกนี้จะมีผลอะไรตามมาได้บ้าง สำหรับเด็กที่เลือกการ์ด   “ไม่แน่ใจ” ให้แลกเปลี่ยนกันว่าทำไมจึงคิดว่าตัดสินใจยากในเหตุการณ์แบบนี้ และถ้าเลือกยืนหยัดหรือขอความช่วยเหลือในเหตุการณ์นี้จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มอธิบายเหตุผลที่เลือกการ์ดดังกล่าว และเล่าตัวอย่างสิ่งที่จะทำในเหตุการณ์นั้นอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น บอกคนที่ล้อชื่อเพื่อนว่าเราไม่ชอบคำที่เขาใช้ (ยืนหยัด) ไปสนามเด็กเล่นแล้วหาคนมาช่วย (ขอความช่วยเหลือ)

สุดท้ายครูชวนเด็กคุยว่าวิธีต่างๆ ที่เด็กเลือกอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรตามมาได้บ้าง และย้ำกับเด็กๆ ว่าเมื่อมีคนแกล้งหรือล้อเรา การแกล้งหรือล้อกลับไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยและไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากที่ใช้แก้ปัญหาได้



ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างกิจกรรมและโปรเจกต์ที่สร้าง Empathy แน่นอนว่าการสร้าง Empathy ไม่ได้ทำได้ในเวลาสั้นๆ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การทำกิจกรรมและการทำโปรเจกต์ที่มีความท้าทายเหมาะสมกับวัยของเด็กเป็นเครื่องมือที่ดีมากในการฝึกฝนให้เด็กเป็นผู้มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น โดยมีโรงเรียน ครู และผู้ปกครองคอยสนับสนุน เพื่อให้เด็กๆ สามารถเติบโตเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้นได้ต่อไป

ดาวน์โหลด A Toolkit for Promoting Empathy in Schools

0

ใส่ความเห็น

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below