progs

Scaling Impact

21 เมษายน 2021


Scaling Impact2021

Scaling Impact เป็นโปรแกรมบ่มเพาะเพื่อสนับสนุนนักเปลี่ยนแปลงที่สนใจแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาหรือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดรับนักเปลี่ยนแปลงโดยมีระบบสนับสนุนในรูปแบบที่ปรึกษา (Consult) ที่ปรึกษาเฉพาะทาง (Helpdesk) และเงินทุนสนับสนุน (Grant) โครงการมีระยะเวลาทั้งหมด 11 เดือน ตั้งแต่ มิถุนายน 2564 – เมษายน 2565

Scaling Impact คือ?

Scaling Impact เป็นโปรแกรมบ่มเพาะที่มุ่งสนับสนุนนักเปลี่ยนแปลง (Changemakers) โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาสังคม NGOs หรือนักเปลี่ยนแปลงที่มีข้อมูลเชิงลึก (insight) และวิธีการ (solution) ที่ได้รับการทดสอบแล้วว่าสร้างผลกระทบได้จริงแต่ยังเกิดผลกระทบในวงจำกัด (เช่น ยังสร้างผลกระทบเฉพาะในชุมชนของตนเองและมีความต้องการขยายผลกระทบไปในชุมชนอื่นๆ) หรือประเด็นปัญหาที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องใช้ระยะเวลานาน โปรแกรมนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโมเดลความยั่งยืนหรือนวัตกรรมทางสังคมสู่การสร้างผลกระทบระยะยาว จากการสำรวจของ School of Changemakers พบว่าประเทศไทยยังขาดการสนับสนุนในลักษณะ Incubator หรือการบ่มเพาะ โดยพบว่าโปรแกรมบ่มเพาะที่มีอยู่อาจยังไม่ได้พัฒนาการสนับสนุนนอกเหนือจากการให้ทุน หรืออาจขาดเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาโมเดลความยั่งยืน และการวางระบบส่งต่อ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ประเทศไทยขาดนวัตกรรมสังคม และโครงการดีๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไม่มีโอกาสเติบโตและสร้างผลกระทบทางสังคมถึงการแก้ปัญหา หรือสามารถสร้างผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง (System Change) ได้ และจากวัตถุประสงค์การทำงานของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มุ่งการทํางานช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาให้มากขึ้น จึงร่วมมือกับ School of Changemakers ในการบ่มเพาะนวัตกรรมทางสังคมขึ้นเพื่อบ่มเพาะนักเปลี่ยนแปลงให้มีโมเดลความยั่งยืนในการสร้างผลกระทบอันจะนำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษา

เด็กนอกระบบการศึกษาคืออะไร?

เด็กนอกระบบ หมายถึง เด็กที่มีอายุอยู่ในช่วงที่ต้องเข้าเรียนภาคบังคับในสถานศึกษาแต่ไม่ได้เข้าเรียนหรือเคยเข้าเรียนแล้ว หรือออกจากสถานศึกษาระหว่างปีไป โดยไม่ไปเรียนต่อสถานศึกษาอื่นใด และไม่กลับเข้ามาเรียนตามปกติได้ ก่อนที่จะจบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) (ที่มา: UNESCO)

ทำไมต้องแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา?

ประชากรไทยอายุ 15-59 ปี (กลุ่มกำลังแรงงาน) มีปีการศึกษาเฉลี่ย เท่ากับ 9.57 ปี หรือเทียบเท่าชั้นม.1 เท่านั้น สะท้อนถึงคุณภาพแรงงานที่ไม่มีความรู้เชิงลึก ไม่มีทักษะเฉพาะ ประกอบอาชีพที่ให้รายได้ต่ำ ถูกแทนที่ได้ง่าย ยากที่จะเพิ่มทักษะเฉพาะหรือเติบโตในเส้นทางการทำงาน (Career Path)  และด้วยรายได้ที่น้อยกว่าจะอยู่ในฐานภาษี ประเทศไทยจึงมีสัดส่วนผู้เสียภาษีน้อย เมื่อเทียบกับผู้ได้รับผลประโยชน์จากเงินภาษี จึงไม่มีงบประมาณมากพอที่จะใช้พัฒนาประเทศให้ทัดเทียมและเท่าทันการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลง คนหนุ่มสาว (อายุ 25-30 ปี) ที่มีการศึกษาระดับอนุปริญญาหรืออุดมศึกษาจะสามารถมีรายได้มากกว่าคนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาระดับประถมถึง 2 เท่า และเมื่อถึงวัยก่อนเกษียณ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็จะถ่างกว้างออกไปเป็นกว่า 5 เท่า กลุ่มประชากรรายได้ต่ำ 40% ล่างสุดไม่มีการขยับขึ้นทางสังคมมานานกว่า 4 รุ่นแล้ว ในระดับประเทศ คุณภาพแรงงานไทยต่ำกว่ามาเลเซียถึง 3 เท่า เหตุนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียเงิน 3 แสนกว่าล้านบาทต่อปี คิดเป็น 3% ของ GDP

อะไรคือช่องว่างและโอกาสในการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา?

จากการที่ SOC ได้ศึกษาข้อมูลปัญหาเชิงลึก (Problem Insight) พบว่าสถานการณ์ปัญหาแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ สถานการณ์ปัญหาเด็กไม่ได้เข้าเรียน สถานการณ์เด็กออกกลางคัน และสถานการณ์ปัญหาเด็กไม่เรียนต่อ โดยปัญหาเหล่านี้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันมีนักเปลี่ยนแปลงกำลังทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในสถานการณ์ปัญหาที่หลากหลาย แต่การสำรวจภาพรวมสถานการณ์ปัญหาเราพบว่าปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนและส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ปัญหาทั้ง 3 สถานการณ์คือ 

  1. ปัญหาเรื่องการเงินและความยากจนของครอบครัว 

1.1) ครอบครัวมีปัญหาเรื่องการเงิน หนี้สิน เนื่องจากขาดความรู้หรือวิธีการในการจัดการการเงินในครอบครัว 

1.2) ครอบครัวไม่มีความพร้อม ทำให้เด็กก่อนวัยเรียน อายุ 3 – 6 ปี ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ราว 250,000 คน หรือร้อยละ 10 เฉลี่ยจังหวัดละ 3,200 คน ขณะที่เด็กวัยเรียน อายุ 3 -17 ปี มีจำนวน   592,396 คน ที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา 

1.3) เด็กต้องออกกลางคันเพราะต้องออกมาหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว จึงขาดโอกาสในการเรียนจนสำเร็จการศึกษาเพื่อได้วุฒิการศึกษาไปต่อยอดในการทำงาน

2) ปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะปัญหา เด็กพิการ และชาติพันธุ์ไม่ได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับหรือเรียนต่อในระดับสูง

3) ปัญหาการดูแลเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมหลากหลายเพื่อให้มีโอกาสกลับสู่ระบบการศึกษา โดยเฉพาะระบบการตรวจสอบและดูแลเด็กแขวนลอย (เด็กที่ยังมีชื่ออยู่ในโรงเรียนแต่ไม่เข้าเรียน) ให้กลับมาเรียนต่อจนจบการศึกษาก่อนที่จะกลายเป็นเด็กที่หลุดออกกลางคัน หรือปัญหาที่สถานบำบัด/สถานพินิจไม่มีระบบสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อจนได้รับวุฒิการศึกษา

เหมาะกับใคร?

Scaling Impact  นักเปลี่ยนแปลงที่มีความสนใจและมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในขอบข่ายประเด็นปัญหาดังกล่าวโดยนักสร้างความเปลี่ยนแปลงต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีทีมทำงานและมีความเข้าใจในประเด็นปัญหาเด็กนอกระบบเป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วน 1 ใน 3 ข้อข้างต้น
  • มีข้อมูลเชิงลึก (insight) หรือวิธีการแก้ปัญหา (solution) ที่ได้รับการทดสอบแล้วว่าสร้างผลกระทบได้จริงแต่ยังเกิดผลกระทบในวงจำกัด (เช่น ยังสร้างผลกระทบเฉพาะในชุมชนของตนเองและมีความต้องการขยายผลกระทบไปในชุมชนอื่นๆ) หรือประเด็นปัญหาที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องใช้ระยะเวลานานจึงจำเป็นต้องสร้างความยั่งยืนเพื่อเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
  • สามารถเข้าถึงหรือทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโดยตรงได้ 
  • สนใจและพร้อมเรียนรู้การแก้ไขปัญหาในรูปแบบโมเดลกิจการเพื่อสังคม หรือมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรหรือโครการ มองเห็นว่าการขอทุนเพื่อทำโครงการหรือกิจกรรมจากแหล่งทุนเดิมหรือแหล่งทุนเดียวมีความเสี่ยงในการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง 
  • ทีมที่มีหรือสนใจสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคมที่จะเป็นระบบสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบในระดับโครงสร้างต่อไปได้ 

*รับสมัครเป็นทีม จำนวน 5 ทีม (หากสมัครคนเดียว ต้องแน่ใจว่าจะสามารถหาสมาชิกเพิ่มได้)

**มีเวลาทำโปรเจกต์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ (48 ชั่วโมง)

เมื่อเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนการพัฒนาโมเดลกิจการเพื่อสังคมอย่างไรบ้าง?

  • ระบบที่ปรึกษา (Consult) และที่ปรึกษาเฉพาะทาง (Helpdesk) 
  • เงินทุนสนับสนุน (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อทีม) 
  • การเข้าถึงเครือข่ายนักเปลี่ยนแปลงที่จะมาช่วยกันสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมร่วมกัน ตลอดระยะเวลาโครงการ 11 เดือน ตั้งแต่มิถุนายน 2564 – เมษายน 2565

โครงการมีระยะเวลา 11 เดือน แบ่งเป็น 2 phase

Phase 1  เดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2564 เป็นระยะเวลาในการระบุปัญหา วางแผนการดำเนินงานและพัฒนาโมเดลการทำงานเพื่อใช้ในการทดลองโมเดลการแก้ไขปัญหาเพื่อประเมินผลลัพธ์ จุดแข็ง จุดอ่อนของโมเดลเพื่อนำกลับมาพัฒนาในเฟสต่อไป

Phase 2 เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2565 เป็นระยะเวลาในการพัฒนาโมเดลการทำงานต่อเนื่องและวัดประเมินผลกระทบทางสังคมโดยจะมีระบบที่ปรึกษาสนับสนุนจนจบโครงการ

สมัครอย่างไร?

Download Worksheets เพื่อกรอกข้อมูลและส่งมาที่ m[email protected] 

ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564

0

เข้าสู่ระบบ

Or fill the form below