ผักDone (PakDone)

ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม, ความรับผิดชอบต่อสังคม, อากาศ, ความมั่นคงทางอาหาร, การพัฒนาชุมชน
เด็ก, วัยรุ่น, ผู้สูงอายุ, ผู้หญิง, ผู้พิการ, ผู้ด้อยโอกาส, ครอบครัว, ชุมชน

LAST UPDATE ON

04 ต.ค. 2561

VERIFICATION

Not verified

PROJECT STAGE

Prototyping

PROJECT STARTED ON

12 เม.ย. 2560

PROJECT STATUS

Active

VIEWS

329




ยังไม่มีข้อมูลการอัปเดต

ไม่มีข้อมูลเอกสารของโปรเจกต์นี้

ไม่มีข้อมูล

รูปภาพ
Username
Name
Status
อยู่ในระยะ :
Prototyping
ชื่อทีม :
ผักDone
สมาชิกในทีม :
วันที่เริ่มโปรเจกต์ :
15 ต.ค. 2559
พื้นที่โปรเจกต์ :
ปทุมธานี : คลองหลวง

ที่มาโครงการ

ผักDone เริ่มต้นขึ้นจากความความต้องการพึ่งพาตนเองของผู้ก่อตั้ง (มานิตา วิวัฒน์เศรษฐชัย)  ที่มีความสนใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และอาหารปลอดภัย จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อเดินตามความฝันด้วยการลงมือเพาะปลูก สร้างพื้นที่อาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืน บนพื้นที่เล็ก ๆ ย่านรังสิตคลองสี่ 

เมื่อได้ลงมือทำจริงจึงพบว่า ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูกบนพื้นที่ที่มีอยู่นี้มีปัญหาอย่างมาก เพราะเป็นดินถม จึงต้องปรับสภาพดินเสียก่อนถึงจะเริ่มเพาะปลูกพืชผักที่ตั้งใจไว้ได้ พืชชนิดแรกที่นำมาปลูกก็คือกล้วย เพื่อปรับสภาพดิน และอีกหลายๆ วิธีที่นำมาใช้ รวมถึงการนำเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดิน

ในช่วงเวลานั้น โครงการสวนผักคนเมือง ภายใต้การทำงานของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน มีโครงการประกวดไอเดีย ปลูกเมืองปลูกชีวิต มานิตาจึงได้นำปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนมาเป็นแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องปัจจัยการผลิตหรือคุณภาพดินปลูกของคนเมือง โดยนำขยะอินทรีย์หรือขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย ภายใต้ชื่อ โครงการขยะทองคำ ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาเมืองได้ทั้งในเรื่องการลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ไม่ควรถูกส่งไปฝังกลบและการเพิ่มปัจจัยการผลิตหรือดินคุณภาพให้กับคนเมือง

เพราะในปริมาณขยะ 100% เป็นขยะอินทรีย์หรือขยะเศษอาหารถึงกว่า 65% ซึ่งขยะประเภทนี้สามารถนำกลับมาแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรกลับคืนให้กับธรรมชาติได้ ในรูปของปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการปลูกพืชผักหรือปรับปรุงดิน

6 เดือนของการทำโครงการขยะทองคำ ทำให้พวกเราได้รับทราบข้อมูลหลายด้านเกี่ยวกับขยะและขยะอินทรีย์ที่น่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการทิ้งขยะ ปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นจากการสร้างและทิ้งอย่างไม่มีความรับผิดชอบ  การทิ้งในสิ่งที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  รวมถึงรูปแบบการจัดการขยะของภาครัฐที่สิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากรอย่างมากมายมหาศาล  

คนไทยหนึ่งคนสร้างขยะโดยเฉลี่ยวันละ 1.14 กิโลกรัม หรือคิดเป็น 74,130 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นขยะที่นำกลับไปใช้ใหม่ได้เพียง 22 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า มีปริมาณขยะราว 5 หมื่นตันต่อวันรอการจัดการ ซึ่งกำลังของรัฐก็ไม่สามารถจัดการได้หมด จึงเกิดการสะสมของปริมาณขยะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยไม่มีแนวโน้มจะลดลงได้ หากไม่หันมาจัดการที่ต้นทางขยะ 

การจะช่วยลดปัญหาขยะหรือลดปริมาณขยะลงได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากคนต้นทาง นี่คือสิ่งที่ผักDone ได้เรียนรู้ และเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนขยะในภาพที่กว้างขึ้นกว่าแค่การได้ปุ๋ยหมักหรือวัสดุปรับปรุงดินเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนเส้นทางการจัดการขยะจากเดิมที่เป็นแบบ one way ให้สามารถ return กลับมาเป็นทรัพยากรหรือเป็นสิ่งที่มีค่ามีประโยชน์ในการใช้งานได้อีกครั้ง

แนวคิดโครงการ

โครงการขยะทองคำ เป็นโครงการที่เกิดจากความตั้งใจจะจัดการกับปัญหาขยะ ด้วยการลดขยะอินทรีย์ที่มีปริมาณมากกว่าครึ่งของขยะมูลฝอยทั้งหมด โดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยการหมัก แปลงร่างขยะเหล่านั้นให้กลายเป็นปุ๋ยและดินที่มีคุณภาพสำหรับเพาะปลูก ด้วยการเป็นตัวกลางให้ความรู้และเครื่องมือในการหมักขยะอาหาร ในขณะเดียวกันก็รับจัดการกับผลผลิตที่เหลือใช้จากการหมักขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยแล้วให้แก่สมาชิก

Problem Topic

ธุรกิจและกิจการเพื่อสังคม,ความรับผิดชอบต่อสังคม,อากาศ,ความมั่นคงทางอาหาร,การพัฒนาชุมชน

Target

เด็ก,วัยรุ่น,ผู้สูงอายุ,ผู้หญิง,ผู้พิการ,ผู้ด้อยโอกาส,ครอบครัว,ชุมชน

เป้าหมายของโครงการ

สร้างทัศนคติใหม่ต่อการคัดแยกและจัดการขยะอินทรีย์ ด้วยการเป็นตัวกลางส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้ ทำให้ทัศนคติต่อเรื่องการคัดแยกและจัดการขยะอินทรีย์ เป็นเรื่องที่มีคุณค่า เป็นเรื่องง่าย และเป็นเรื่องที่ควรทำ อีกทั้งยังเป็นการคืนทรัพยากรในรูปแบบของปุ๋ยและดินคุณภาพกลับคืนสู่การกระบวนการสร้างอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนอีกด้วย

ปัญหา

ในกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว เราสูญเสียทรัพยากรในรูปแบบของเม็ดเงินไปกับการจัดการขยะมากถึงวันละหนึ่งล้านบาท ยังไม่รวมถึงปริมาณขยะมหาศาลที่มีมากถึงวันละ 10,000 ตัน ที่ถูกเอาไปทิ้งอย่างไร้ค่า และก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย 

เพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่า ขยะเป็นของสกปรก อยากทิ้งไปให้พ้นบ้านพ้นตัว หน้าที่จัดการขยะเป็นของภาครัฐ จึงไม่เห็นความสำคัญของการแยกขยะ และรับผิดชอบต่อขยะที่สร้างขึ้น ทำให้ปริมาณขยะมากขึ้น ทั้งจากปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเมือง และการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะสะสมอันเนื่องมาจากความสามารถในการจัดการขยะของภาครัฐที่ไม่สัมพันธ์กับปริมาณขยะ  

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทยในปี 2559 ไว้ว่ามีขยะมูลฝอยมากถึง 27.06 ล้านตัน คิดเป็นอัตราเฉลี่ยการผลิตขยะคนละ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน ในจำนวนขยะทั้งหมดมีเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ ที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง หรือคิดเป็นปริมาณขยะ 9.57 ล้านตัน และมีอีกเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5.81 ล้านตัน ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก ขณะที่ขยะอีก 44 เปอร์เซ็นต์ หรือ 11.68 ล้านตันที่เหลือ ไม่ได้ระบุวิธีการจัดการ 

หากใช้ตัวเลขโดยเฉลี่ยของขยะแต่ละประเภทเป็นเกณฑ์  ในปริมาณขยะ 11.68 ล้านตันที่ไม่ได้ระบุการจัดการ ก็จะมีปริมาณขยะอินทรีย์อยู่ประมาณ 7.59 ล้านตัน ซึ่งสามารถจัดการได้ตั้งแต่ต้นทาง 

วิธีการแก้ไข

ส่งเสริมให้แต่ละครัวเรือนจัดการขยะอินทรีย์ของตัวเอง ให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจต่อขยะเศษอาหารหรือขยะอินทรีย์ว่าสามารถจัดการได้อย่างง่ายๆ ในครัวเรือน โดย

1.จัดทำสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ ส่งต่อข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับขยะ การจัดการ และสิ่งแวดล้อม 

2. จัดกิจกรรมสาธิตการจัดการขยะอินทรีย์ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับสมาชิกของผัก Done ที่ร่วมจัดการขยะอินทรีย์โดยใช้กล่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร 

3. พัฒนาเครื่องมือหมักปุ๋ยจากเศษอาหารที่เหมาะกับคนเมือง สามารถใช้งานได้ง่าย ได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยจากขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในสวนหรือแปลงปลูกพืชผักในบ้าน

4. จัดตั้ง Waste Hub ในชุมชน หมู่บ้าน หรือองค์กร เพื่อรวบรวมและจัดการเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ที่สามารถส่งต่อไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่กลาง พื้นที่สาธารณะ หรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริม 

5.ในอนาคตอาจมีการจัดทำแอพพลิเคชั่นที่เป็นระบบการรวบรวม จัดการ และส่งต่อ วัตถุดิบ (ขยะเศษอาหาร) ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ (ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร) เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดระบบการจัดการขยะอินทรีย์ที่ง่าย ใคร ๆ ก็มีส่วนร่วมได้

ผลกระทบทางสังคม

เนื่องจากขยะอินทรีย์เป็นขยะที่มีปริมาณมากถึงกว่า 65% ของขยะทั้งหมด การเปลี่ยนเส้นทางการจัดการขยะจากเดิมที่เป็นแบบ one way ให้สามารถ return กลับมาเป็นทรัพยากรหรือเป็นสิ่งที่มีค่ามีประโยชน์ในการใช้งานได้อีกครั้ง จึงเป็นการช่วยลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานในการเก็บ ขน และนำไปฝังกลบยังบ่อขยะ  ขณะเดียวกันก็ยังได้ปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดินมาใช้เพาะปลูกในพื้นที่ตัวเอง เกิดทัศนคติและมุมมองใหม่ต่อขยะ มองเห็นคุณค่าของขยะมากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในความปลอดภัยของพืชผักที่ปลูกและปุ๋ยหมักที่ใช้ 

และเกิดวิถีการจัดการขยะอย่างรับผิดชอบ คือ ขยะถูกจัดการโดยผู้สร้าง และผู้สร้างก็จะได้ผู้ใช้ประโยชน์จากขยะของตนเอง  

แผนความยั่งยืน

นอกจากการส่งเสริมให้ครัวเรือนจัดการขยะอินทรีย์ของตัวเอง การจัดทำ Waste Hub เพื่อเป็นศูนย์กลางการจัดการขยะอินทรีย์ให้กับชุมชน องค์กร แล้ว ผัก Done ยังมีโครงการที่จะเข้าไปประสานความร่วมกับทางโรงเรียน เพื่อจัดกิจกรรมสาธิตให้ความรู้ในการจัดการขยะอินทรีย์แก่นักเรียน เพื่อปลูกฝังทัศนคติใหม่ในการจัดการขยะ และเพื่อสื่อสารส่งต่อทางเลือกใหม่ในการจัดการขยะอินทรีย์ไปยังผู้ปกครอง 

รวมทั้งมีแผนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตที่ได้จากการจัดการขยะอินทรีย์ เพื่อจูงใจให้เห็นคุณค่าและมูลค่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ของการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยตัวเอง 

Project Owner