Happy Deathday

ความรู้ในการดูแลสุขภาพ, การดูแลผู้สูงอายุ
ครอบครัว, ผู้สูงอายุ

LAST UPDATE ON

24 ส.ค. 2560

VERIFICATION

Not verified

PROJECT STAGE

Scaling

PROJECT STARTED ON

24 ส.ค. 2560

PROJECT STATUS

Active

VIEWS

58




ยังไม่มีข้อมูลการอัปเดต

ยังไม่มีการอัปเดตบทความ

ไม่มีข้อมูลเอกสารของโปรเจกต์นี้

ไม่มีข้อมูล

รูปภาพ
Username
Name
Status
อยู่ในระยะ :
Scaling
ชื่อทีม :
Happy Deathday
สมาชิกในทีม :
วันที่เริ่มโปรเจกต์ :
01 มิ.ย. 2550
พื้นที่โปรเจกต์ :
กรุงเทพมหานคร
เว็บไซต์ :

ที่มาโครงการ

การนำเสนอภาพความตายผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ พูดถึงความตายในมิติเดียวคือ ความเจ็บปวดทรมาน ความสูญเสีย อัปมงคล ควรหลีกหนีให้ไกล จนผู้คนในสังคมพากันหลงลืมความตายและมองไม่เห็นความจริงของชีวิตว่าทุกคนต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง แม้ภาพข่าวการเสียชีวิตของผู้คนจะมีให้เห็นทุกวันแต่ความตายนี้ได้ถูกบดบังด้วยมายาคติว่า เป็นความตายของคนอื่นและคงไม่เกิดขึ้นกับตนเอง ยิ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้นก็ยิ่งทำให้คนในสังคมเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยยืดชีวิตตนเองออกไปได้นานที่สุด ทัศนคติดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมากต้องอยู่ในสภาพที่ดิ้นรน ทุกข์ทรมานและถูกพันธนาการด้วยสายระโยงระยาง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อีกต่อไป 

แม้ว่าผู้ป่วยระยะสุดท้ายบางรายมีความประสงค์ที่จะปฏิเสธการใส่ท่อช่วยหายใจหรือหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อยืดการตายของตนออกไปเท่านั้น  แต่คำร้องขอของผู้ป่วยมักได้รับการปฏิเสธทั้งจากญาติและผู้ให้การรักษา เนื่องจากความไม่เข้าใจและท่าทีของคนรอบข้างที่มีทัศนคติว่าเป็หนการแสดงความอกตัญญูต่อบุพาการีอันเป็นที่รักหรือไม่พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ป่วย   ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังขาดความเข้าใจในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องเอาผิดจนทำให้สูญเสียความมั่นใจในการรักษาและพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ สภาพการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องตายอย่างเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์  ในขณะที่ญาติ ผู้ดูแลและครอบครัวต้องอยู่ภาวะเศร้าหมอง สิ้นหวัง ไร้ซึ่งทางออก ไม่นับรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มูลค่ามหาศาลอันเนื่องมาจากค่ารักษาพยาบาลและการใช้เทคโนโลยีที่เกินจำเป็น

พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการปฏิเสธการรักษา โดยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยไว้  อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพบว่าบุคลากรทางการแพทย์และคนในสังคมจำนวนมากยังขาดความเข้าใจเรื่องการตาย  โดยเฉพาะความตายในมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา ที่มองว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต  ไม่มีใครที่ไม่ตาย  และการตายก็ไม่ใช่การสูญสิ้น เป็นเพียงสภาวะเปลี่ยนผ่านตามธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เพื่อบรรเทาและคลี่คลายปัญหาดังที่กล่าวมา จำเป็นที่สังคมจะต้องตระหนักเรื่อง “วิถีสู่การตายอย่างสงบ”  ซึ่งหมายถึง “วิถีการดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ กล่าวคือ เท่าทันความไม่แน่นอนของชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาททั้งในยามสุขภาพดีและยามเจ็บไข้ เมื่อเจ็บป่วยถึงขั้นรักษาไม่หายก็แสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพในทิศทางที่เป็นมิตรกับความตาย กล่าวคือ ยอมรับความตาย ไม่ยื้อชีวิต ไม่เร่งเร้าการตาย ในขณะเดียวกันระบบสุขภาพและระบบสังคมก็อำนวยปัจจัยสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการตายอย่างสงบซึ่งเป็นสุขภาวะที่มนุษย์มีสิทธิเข้าถึง

การทำความเข้าใจเรื่องของวิถีสู่การตายอย่างสงบปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้คนในสังคมตระหนักว่า มนุษย์มีทางเลือกที่จะตายอย่างสงบได้  หากเราพิจารณาว่าความตายมิใช่ “วิกฤต” ของชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาส” ในการเรียนรู้เพื่อปล่อยวางความยึดติดและช่วยให้เจริญเติบโตทางจิตวิญญาณด้วย  

ในขณะเดียวกันหากพิจารณาในแง่ของการรักษาพยาบาล ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียเลย เพราะถึงแม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องตายไม่ได้  แต่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปอย่างสงบได้  โดยมีทางเลือกในการดูแลที่เรียกว่า การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งมุ่งเน้นการบรรเทาอาการทุกข์ทรมานต่างๆ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีจวบจนวาระสุดท้าย

ดังนั้นหากคนทั่วไปในสังคมและบุคลากรทางแพทย์เข้าใจเรื่องวิถีสู่การตายอย่างสงบ และเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ว่าทุกคนมีสิทธิหรือทางเลือกที่จะตายดีได้  โดยในระดับบุคคลเราสามารถสร้างเงื่อนไขชีวิตที่เอื้อให้เกิดการตายอย่างสงบในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การสร้างสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง การรู้จักฝึกฝน และขัดเกลาตนเองให้พร้อมรับมือกับความตายที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า  เช่น  การมีทัศนคติที่ถูกต้อง  รู้จักทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว  ปล่อยวางสิ่งที่ยึดติด  เป็นต้น   ในระดับครอบครัว เราก็สามารถพูดคุยทำความตกลงกันในครอบครัว มีการปรึกษาหารือและวางแผนร่วมกันในช่วงวาระสุดท้ายชีวิต  สามารถสั่งเสียหรือบอกกล่าวถึงเจตจำนงของเราก่อนตายได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อขัดแย้งให้ต้องลำบากใจ

ในระดับองค์กรหรือสถาบัน  เราสามารถจัดระบบการรักษาพยาบาลและระบบการเรียนการสอนที่เห็นคุณค่าของการตายอย่างสงบและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วย ญาติ/ครอบครัว และบุคลากรทางแพทย์มีส่วนในการตัดสินใจและวางแผนการรักษาร่วมกัน  เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ช่วงเวลาที่เหลืออย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิต

เครือข่ายพุทธิกา ซึ่งทำงานเรื่องนี้มากว่า 10 ปี เห็นว่าการทำความเข้าใจเรื่องการตายอย่างสงบถือเป็นต้นธารสำคัญที่จะช่วยให้คนในสังคม รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มองเห็นว่า การตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้  และมองเห็นทางเลือกต่างๆ ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายในสังคมได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี มีวาระสุดท้ายที่สงบเย็น  และเกื้อกูลให้กับคนที่ยังอยู่ได้เห็นสัจธรรมของชีวิต   เครือข่ายพุทธิกาจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมหันมาเห็นความสำคัญของการตายดี อยู่ดี และมีทางเลือกที่เหมาะสมในการเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิต โดยมีระบบการแพทย์ที่เข้าใจ เห็นความสำคัญและพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

แนวคิดโครงการ

วิเคราะห์สถานการณ์ (Situational Analysis)

การนำเสนอภาพความตายผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ พูดถึงความตายในมิติเดียวคือ ความเจ็บปวดทรมาน ความสูญเสีย อัปมงคล ควรหลีกหนีให้ไกล จนผู้คนในสังคมพากันหลงลืมความตายและมองไม่เห็นความจริงของชีวิตว่าทุกคนต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง แม้ภาพข่าวการเสียชีวิตของผู้คนจะมีให้เห็นทุกวันแต่ความตายนี้ได้ถูกบดบังด้วยมายาคติว่า เป็นความตายของคนอื่นและคงไม่เกิดขึ้นกับตนเอง ยิ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้นก็ยิ่งทำให้คนในสังคมเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยยืดชีวิตตนเองออกไปได้นานที่สุด ทัศนคติดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมากต้องอยู่ในสภาพที่ดิ้นรน ทุกข์ทรมานและถูกพันธนาการด้วยสายระโยงระยาง ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อีกต่อไป 

แม้ว่าผู้ป่วยระยะสุดท้ายบางรายมีความประสงค์ที่จะปฏิเสธการใส่ท่อช่วยหายใจหรือหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อยืดการตายของตนออกไปเท่านั้น  แต่คำร้องขอของผู้ป่วยมักได้รับการปฏิเสธทั้งจากญาติและผู้ให้การรักษา เนื่องจากความไม่เข้าใจและท่าทีของคนรอบข้างที่มีทัศนคติว่าเป็หนการแสดงความอกตัญญูต่อบุพาการีอันเป็นที่รักหรือไม่พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ป่วย   ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังขาดความเข้าใจในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องเอาผิดจนทำให้สูญเสียความมั่นใจในการรักษาและพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ สภาพการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องตายอย่างเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์  ในขณะที่ญาติ ผู้ดูแลและครอบครัวต้องอยู่ภาวะเศร้าหมอง สิ้นหวัง ไร้ซึ่งทางออก ไม่นับรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มูลค่ามหาศาลอันเนื่องมาจากค่ารักษาพยาบาลและการใช้เทคโนโลยีที่เกินจำเป็น

พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการปฏิเสธการรักษา โดยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยไว้  อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพบว่าบุคลากรทางการแพทย์และคนในสังคมจำนวนมากยังขาดความเข้าใจเรื่องการตาย  โดยเฉพาะความตายในมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา ที่มองว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต  ไม่มีใครที่ไม่ตาย  และการตายก็ไม่ใช่การสูญสิ้น เป็นเพียงสภาวะเปลี่ยนผ่านตามธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง

เพื่อบรรเทาและคลี่คลายปัญหาดังที่กล่าวมา จำเป็นที่สังคมจะต้องตระหนักเรื่อง “วิถีสู่การตายอย่างสงบ”  ซึ่งหมายถึง “วิถีการดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ กล่าวคือ เท่าทันความไม่แน่นอนของชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาททั้งในยามสุขภาพดีและยามเจ็บไข้ เมื่อเจ็บป่วยถึงขั้นรักษาไม่หายก็แสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพในทิศทางที่เป็นมิตรกับความตาย กล่าวคือ ยอมรับความตาย ไม่ยื้อชีวิต ไม่เร่งเร้าการตาย ในขณะเดียวกันระบบสุขภาพและระบบสังคมก็อำนวยปัจจัยสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงการตายอย่างสงบซึ่งเป็นสุขภาวะที่มนุษย์มีสิทธิเข้าถึง

การทำความเข้าใจเรื่องของวิถีสู่การตายอย่างสงบปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้คนในสังคมตระหนักว่า มนุษย์มีทางเลือกที่จะตายอย่างสงบได้  หากเราพิจารณาว่าความตายมิใช่ “วิกฤต” ของชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็น “โอกาส” ในการเรียนรู้เพื่อปล่อยวางความยึดติดและช่วยให้เจริญเติบโตทางจิตวิญญาณด้วย  

ในขณะเดียวกันหากพิจารณาในแง่ของการรักษาพยาบาล ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียเลย เพราะถึงแม้ว่าบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องตายไม่ได้  แต่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปอย่างสงบได้  โดยมีทางเลือกในการดูแลที่เรียกว่า การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ซึ่งมุ่งเน้นการบรรเทาอาการทุกข์ทรมานต่างๆ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีจวบจนวาระสุดท้าย

ดังนั้นหากคนทั่วไปในสังคมและบุคลากรทางแพทย์เข้าใจเรื่องวิถีสู่การตายอย่างสงบ และเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ว่าทุกคนมีสิทธิหรือทางเลือกที่จะตายดีได้  โดยในระดับบุคคลเราสามารถสร้างเงื่อนไขชีวิตที่เอื้อให้เกิดการตายอย่างสงบในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การสร้างสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง การรู้จักฝึกฝน และขัดเกลาตนเองให้พร้อมรับมือกับความตายที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า  เช่น  การมีทัศนคติที่ถูกต้อง  รู้จักทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว  ปล่อยวางสิ่งที่ยึดติด  เป็นต้น   ในระดับครอบครัว เราก็สามารถพูดคุยทำความตกลงกันในครอบครัว มีการปรึกษาหารือและวางแผนร่วมกันในช่วงวาระสุดท้ายชีวิต  สามารถสั่งเสียหรือบอกกล่าวถึงเจตจำนงของเราก่อนตายได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีข้อขัดแย้งให้ต้องลำบากใจ

ในระดับองค์กรหรือสถาบัน  เราสามารถจัดระบบการรักษาพยาบาลและระบบการเรียนการสอนที่เห็นคุณค่าของการตายอย่างสงบและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วย ญาติ/ครอบครัว และบุคลากรทางแพทย์มีส่วนในการตัดสินใจและวางแผนการรักษาร่วมกัน  เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ช่วงเวลาที่เหลืออย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพชีวิต

เครือข่ายพุทธิกา ซึ่งทำงานเรื่องนี้มากว่า 10 ปี เห็นว่าการทำความเข้าใจเรื่องการตายอย่างสงบถือเป็นต้นธารสำคัญที่จะช่วยให้คนในสังคม รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มองเห็นว่า การตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้  และมองเห็นทางเลือกต่างๆ ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายในสังคมได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี มีวาระสุดท้ายที่สงบเย็น  และเกื้อกูลให้กับคนที่ยังอยู่ได้เห็นสัจธรรมของชีวิต   เครือข่ายพุทธิกาจึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมหันมาเห็นความสำคัญของการตายดี อยู่ดี และมีทางเลือกที่เหมาะสมในการเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิต โดยมีระบบการแพทย์ที่เข้าใจ เห็นความสำคัญและพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

 

ปัญหา

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งความกลัวตายและปฏิเสธความตาย  ลักษณะสังคมดังกล่าวมีลักษณะความคิดที่สำคัญดังนี้

1. มองความตายเป็นเรื่องต้องห้าม อัปมงคล ความตายเป็นความน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัว เป็นของสกปรก ที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว  การมองความตายดังกล่าวนำมาสู่การแบ่งแยกความตายกับชีวิตออกจากกัน  ความเจ็บป่วยและความตายจำกัดตัวอยู่ในโรงพยาบาลและวัด ซึ่งก็ต้องปกปิดหรือตกแต่งให้สวยงาม  ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ความตายเป็นเรื่องไกลตัว ไม่คุ้นเคย และแปลกแยกออกจากชีวิตมากขึ้น

2. สังคมปัจจุบันมีความคลี่คลายความเชื่อเรื่องโลกหน้า สวรรค์ นรก ชีวิตในชาตินี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้บริโภคทรัพย์สินที่มั่งคั่ง รูปลักษณ์ที่สวยงาม ความสำเร็จ มีชื่อเสียงเกียรติยศ จริยธรรมเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรมหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจึงลดความสำคัญลง  ทั้งนี้เพราะโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์เข้ามาครอบงำความคิดของสถาบันหลักต่างๆ ของสังคม  ความเชื่อดังกล่าวประกอบกับลัทธิบริโภคนิยมทำให้เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงความสุขจากการบริโภค

3. ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ซึ่งมีลักษณะลดทอน แยกส่วนชีวิตออกเหลือเพียงมิติทางกาย  ซึ่งเป็นฐานรากของระบบการแพทย์สมัยใหม่ ได้สร้างความคิดความเชื่อว่าร่างกายมีลักษณะเป็นเครื่องจักรที่สามารถควบคุมจัดการให้ไม่ตายได้  ความเจ็บป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์  ดังนั้นแพทย์และบุคลากรสุขภาพจึงมีหน้าที่ผดุงรักษาชีวิตไม่ให้ตาย

 

ผลกระทบ

ความคิด 3 ประการดังกล่าวนำมาซึ่งท่าทีแห่งการปฏิเสธความตายซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคมดังนี้

1. ในระดับบุคคลพบว่า คนในสังคมสมัยใหม่ไม่คิด-ไม่พูดถึงความตาย  นำมาสู่การไม่แสวงหาข้อมูล ละเลยการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับความเจ็บป่วยและความตาย  เมื่อต้องป่วยหนักก็มักทุ่มเททรัพยากรเพื่อหมดไปกับค่ารักษาเป็นจำนวนเงินมหาศาล  เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายแล้วก็ประสบความทุกข์เพราะรับมือกับข่าวร้ายไม่ได้  การพยายามรักษายื้อชีวิตในยามป่วยหนักอาจพาผู้ป่วยไปสู่การรักษาที่ประสบความทุกข์ทรมานวิธีการรักษายื้อชีวิต ยา และเครื่องมือทางการแพทย์  นำมาซึ่งการตายท่ามกลางบรรยากาศที่สับสนไม่สงบ  เสียโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้ายของชีวิต  เสียโอกาสเรียนรู้สัจธรรมของชีวิต การบรรลุธรรม การเปลี่ยนภพภูมิที่ดี และเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

2. ในระดับสังคม พบว่าการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะที่เสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปอย่างมหาศาลเกินจำเป็นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยื้อชีวิตจากการบริการทางการแพทย์  ในแวดวงสาธารณสุขก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งและการฟ้องร้องระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีการตาย

 

แนวทางการแก้ไขปัญหา

จากภาพสถานการณ์ทางสังคมดังกล่าว  แนวทางการแก้ไขปัญหาของโครงการนี้คือการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้สนทนาในประเด็นความตายมากขึ้น  เพื่อเอื้อให้สังคมได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ ยอมรับความตาย  ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเตรียมตัวแสวงหาทางเลือกในการตายอย่างสงบมากขึ้น

การพูดถึงความตายเกี่ยวข้องกับแนวความคิดทฤษฎีทางสังคมและแนวคิดแบบพุทธดังนี้

1. เอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้า ยอมรับ และทำความเข้าใจ  เมื่อความกลัวตายคือปัญหา  แนวคิดแบบพุทธเสนอให้เอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้ากับความตาย ยอมรับความตายว่าความตายดำรงอยู่จริงในจักรวาล  และความตายเป็นขั้นตอนหนึ่งของชีวิต และทำความเข้าใจเรื่องความตายและการตายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือกับความตายที่อาจมาถึงเมื่อใดก็ได้

2. มรณานุสติ การระลึกถึงความตายให้ประโยชน์แก่ผู้น้อมใจระลึกอย่างมาก  กล่าวคือ เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีที่ถูกต้องแล้ว  จะลดความสำคัญของทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ความสำเร็จ  แต่จะเห็นความสำคัญของความดีงาม ความสัมพันธ์ที่ดี จิตใจที่เป็นกุศลและสติปัญญา  ผู้เจริญมรณานุสติด้วยท่าทีที่ถูกต้องจะไม่ประมาทในชีวิต มีความเมตตากรุณาต่อคนอื่นและสัตว์อื่นมากขึ้นเนื่องจากเห็นว่าเราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน  จึงขวนขวายทำกิจการงานที่เอื้อประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น  การระลึกถึงความตายด้วยท่าทีที่ถูกต้องจึงไม่เพียงส่งผลต่อปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ส่งผลต่อวิถีของสังคม

3. การรื้อถอนมายาคติ  หากทำความเข้าใจปรากฏการณ์สังคมกลัวตายและปฏิเสธความตายในมุมมองทางสังคมวิทยา  จะพบว่าสังคมนี้ถูกครอบงำด้วยมายาคติเกี่ยวกับความตายหลายประการ  เช่น ความตายเป็นเรื่องของคนอื่น  ความตายทุกชนิดไม่ดีทั้งสิ้น  ชีวิตเป็นอมตะได้ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์  แพทย์คือผู้พิทักษ์รักษาชีวิตไม่ให้ตกไปได้ความตายได้  มายาคติดังกล่าวเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ครอบงำสถาบันทางสังคมต่างๆ ให้มีลักษณะปฏิเสธความตาย  ดังนั้นโครงการดำเนินกิจกรรมในลักษณะ "รื้อถอนมายาคติ" กล่าวคือ แสดงให้เห็นว่ามายาคติดังกล่าวไม่เป็นจริง  เช่น ความตายเป็นเรื่องของทุกคน การตายอย่างสงบเป็นไปได้หากเตรียมความพร้อมและดำรงชีวิตอย่างถูกครรลอง  เทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูงบางครั้งไม่ได้ช่วยชีวิตแต่กลับลดทอนคุณภาพชีวิตหากไม่รอบคอบในการตัดสินใจใช้บริการ  การรื้อถอนมายาคติดังกล่าวจะช่วยเปิดช่องว่างสำหรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องความตายในลำดับต่อไป

4. การเปิดพื้นที่เพื่อการเรียนรู้เรื่องความตาย  ปัจจุบันพื้นที่การเรียนรู้เรื่องความตายมีความจำกัด  เพราะประชาชนผลักภาระการดูแลความเจ็บป่วยของตนเองให้กับทางโรงพยาบาล  เมื่อตายก็ตายที่โรงพยาบาล  แม้ตายแล้วก็ไม่ต้องจัดการศพด้วยตนเองเพราะมีหน่วยงานรับหน้าที่จัดการศพให้โดยเสร็จสรรพ  สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่ต้องสัมผัสรับรู้ ไม่ต้องเรียนรู้เรื่องความตาย  นอกจากนี้การจัดงานศพซึ่งเคยเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้เรื่องความตายกลับมีลักษณะเป็นงานสังคมที่ละเลยการพิจารณาชีวิตและความตาย  จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องเปิด

Problem Topic

ความรู้ในการดูแลสุขภาพ,การดูแลผู้สูงอายุ

Target

ครอบครัว,ผู้สูงอายุ

เป้าหมายของโครงการ

สื่อสารสร้างความตระหนัก วิถีสู่การตายอย่างสงบ ด้วย message “ความตายพูดได้ ตายดีได้ถ้าเตรียมตัว” แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

เว็บไซต์

ปัญหา

ปัญหา

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งความกลัวตายและปฏิเสธความตาย  ลักษณะสังคมดังกล่าวมีลักษณะความคิดที่สำคัญดังนี้

1. มองความตายเป็นเรื่องต้องห้าม อัปมงคล ความตายเป็นความน่าเกลียด น่าสะพรึงกลัว เป็นของสกปรก ที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว  การมองความตายดังกล่าวนำมาสู่การแบ่งแยกความตายกับชีวิตออกจากกัน  ความเจ็บป่วยและความตายจำกัดตัวอยู่ในโรงพยาบาลและวัด ซึ่งก็ต้องปกปิดหรือตกแต่งให้สวยงาม  ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ความตายเป็นเรื่องไกลตัว ไม่คุ้นเคย และแปลกแยกออกจากชีวิตมากขึ้น

2. สังคมปัจจุบันมีความคลี่คลายความเชื่อเรื่องโลกหน้า สวรรค์ นรก ชีวิตในชาตินี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ได้บริโภคทรัพย์สินที่มั่งคั่ง รูปลักษณ์ที่สวยงาม ความสำเร็จ มีชื่อเสียงเกียรติยศ จริยธรรมเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรมหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจึงลดความสำคัญลง  ทั้งนี้เพราะโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์เข้ามาครอบงำความคิดของสถาบันหลักต่างๆ ของสังคม  ความเชื่อดังกล่าวประกอบกับลัทธิบริโภคนิยมทำให้เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงความสุขจากการบริโภค

 

3. ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ซึ่งมีลักษณะลดทอน แยกส่วนชีวิตออกเหลือเพียงมิติทางกาย  ซึ่งเป็นฐานรากของระบบการแพทย์สมัยใหม่ ได้สร้างความคิดความเชื่อว่าร่างกายมีลักษณะเป็นเครื่องจักรที่สามารถควบคุมจัดการให้ไม่ตายได้  ความเจ็บป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์  ดังนั้นแพทย์และบุคลากรสุขภาพจึงมีหน้าที่ผดุงรักษาชีวิตไม่ให้ตาย

ผลกระทบ

ความคิด 3 ประการดังกล่าวนำมาซึ่งท่าทีแห่งการปฏิเสธความตายซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลและสังคมดังนี้

1. ในระดับบุคคลพบว่า คนในสังคมสมัยใหม่ไม่คิด-ไม่พูดถึงความตาย  นำมาสู่การไม่แสวงหาข้อมูล ละเลยการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับความเจ็บป่วยและความตาย  เมื่อต้องป่วยหนักก็มักทุ่มเททรัพยากรเพื่อหมดไปกับค่ารักษาเป็นจำนวนเงินมหาศาล  เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายแล้วก็ประสบความทุกข์เพราะรับมือกับข่าวร้ายไม่ได้  การพยายามรักษายื้อชีวิตในยามป่วยหนักอาจพาผู้ป่วยไปสู่การรักษาที่ประสบความทุกข์ทรมานวิธีการรักษายื้อชีวิต ยา และเครื่องมือทางการแพทย์  นำมาซึ่งการตายท่ามกลางบรรยากาศที่สับสนไม่สงบ  เสียโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้ายของชีวิต  เสียโอกาสเรียนรู้สัจธรรมของชีวิต การบรรลุธรรม การเปลี่ยนภพภูมิที่ดี และเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

2. ในระดับสังคม พบว่าการเงินการคลังของประเทศอยู่ในภาวะที่เสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปอย่างมหาศาลเกินจำเป็นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยื้อชีวิตจากการบริการทางการแพทย์  ในแวดวงสาธารณสุขก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งและการฟ้องร้องระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีการตาย

วิธีการแก้ไข

1. เอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้า ยอมรับ และทำความเข้าใจ  เมื่อความกลัวตายคือปัญหา  แนวคิดแบบพุทธเสนอให้เอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้ากับความตาย ยอมรับความตายว่าความตายดำรงอยู่จริงในจักรวาล  และความตายเป็นขั้นตอนหนึ่งของชีวิต และทำความเข้าใจเรื่องความตายและการตายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือกับความตายที่อาจมาถึงเมื่อใดก็ได้

2. มรณานุสติ การระลึกถึงความตายให้ประโยชน์แก่ผู้น้อมใจระลึกอย่างมาก  กล่าวคือ เมื่อระลึกถึงความตายด้วยท่าทีที่ถูกต้องแล้ว  จะลดความสำคัญของทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ความสำเร็จ  แต่จะเห็นความสำคัญของความดีงาม ความสัมพันธ์ที่ดี จิตใจที่เป็นกุศลและสติปัญญา  ผู้เจริญมรณานุสติด้วยท่าทีที่ถูกต้องจะไม่ประมาทในชีวิต มีความเมตตากรุณาต่อคนอื่นและสัตว์อื่นมากขึ้นเนื่องจากเห็นว่าเราต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน  จึงขวนขวายทำกิจการงานที่เอื้อประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น  การระลึกถึงความตายด้วยท่าทีที่ถูกต้องจึงไม่เพียงส่งผลต่อปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ส่งผลต่อวิถีของสังคม

3. การรื้อถอนมายาคติ  หากทำความเข้าใจปรากฏการณ์สังคมกลัวตายและปฏิเสธความตายในมุมมองทางสังคมวิทยา  จะพบว่าสังคมนี้ถูกครอบงำด้วยมายาคติเกี่ยวกับความตายหลายประการ  เช่น ความตายเป็นเรื่องของคนอื่น  ความตายทุกชนิดไม่ดีทั้งสิ้น  ชีวิตเป็นอมตะได้ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์  แพทย์คือผู้พิทักษ์รักษาชีวิตไม่ให้ตกไปได้ความตายได้  มายาคติดังกล่าวเป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ครอบงำสถาบันทางสังคมต่างๆ ให้มีลักษณะปฏิเสธความตาย  ดังนั้นโครงการดำเนินกิจกรรมในลักษณะ "รื้อถอนมายาคติ" กล่าวคือ แสดงให้เห็นว่ามายาคติดังกล่าวไม่เป็นจริง  เช่น ความตายเป็นเรื่องของทุกคน การตายอย่างสงบเป็นไปได้หากเตรียมความพร้อมและดำรงชีวิตอย่างถูกครรลอง  เทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูงบางครั้งไม่ได้ช่วยชีวิตแต่กลับลดทอนคุณภาพชีวิตหากไม่รอบคอบในการตัดสินใจใช้บริการ  การรื้อถอนมายาคติดังกล่าวจะช่วยเปิดช่องว่างสำหรับการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องความตายในลำดับต่อไป

4. การเปิดพื้นที่เพื่อการเรียนรู้เรื่องความตาย  ปัจจุบันพื้นที่การเรียนรู้เรื่องความตายมีความจำกัด  เพราะประชาชนผลักภาระการดูแลความเจ็บป่วยของตนเองให้กับทางโรงพยาบาล  เมื่อตายก็ตายที่โรงพยาบาล  แม้ตายแล้วก็ไม่ต้องจัดการศพด้วยตนเองเพราะมีหน่วยงานรับหน้าที่จัดการศพให้โดยเสร็จสรรพ  สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนไม่ต้องสัมผัสรับรู้ ไม่ต้องเรียนรู้เรื่องความตาย  นอกจากนี้การจัดงานศพซึ่งเคยเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้เรื่องความตายกลับมีลักษณะเป็นงานสังคมที่ละเลยการพิจารณาชีวิตและความตาย  จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมจะต้องเปิด

ผลกระทบทางสังคม

  • มีภาคีเครือข่ายที่ประกอบด้วยบุคคล และกลุ่มองค์กร ที่นำเครื่องมือจากโครงการไปใช้สื่อสารสร้างความตระหนักมากกว่า 10 ครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี
  • สังคมไทยเกิดกิจกรรมศิลปะที่เป็นสื่อเรียนรู้เรื่องความตายมากกว่า 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • มีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนและร่วมในกิจกรรมที่โครงการจัดขึ้นเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,500 คน ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • มีผู้ติดตามจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ อาทิตย์อัสดง ไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • มีผู้อ่านบทความในจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ อาทิตย์อัสดง ไม่ต่ำว่า 10,000 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • มีผู้เข้าถึงสื่อที่เป็นหนังสือ ebook ที่โครงการผลิต มากกว่า 6,000 คน ภายในระยะเวลา 1 ปี
  • มีหน่วยงาน กลุ่ม องค์กร ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนวิถีสู่การตายอย่างสงบมากขึ้น นับรวมทั้งหมดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 20 องค์กร เมื่อสิ้นสุดโครงการ

แผนความยั่งยืน

มีแผนที่จะพัฒนาหลักสูตรในโครงการเป็นกิจกรรมการอบรมที่สร้างรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงการทำงาน
Project Owner